![]()

ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นมาตรการกดดันประเทศคู่ค้าให้ดำเนินนโยบายตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยเมื่อ 26 มกราคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ จากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 25 เพื่อลงโทษเกาหลีใต้ที่ไม่ลงมติเห็นชอบข้อตกลงการค้าที่เจรจากันไว้เมื่อ ตุลาคม 2568 สำหรับกลุ่มสินค้าของเกาหลีใต้ที่จะได้รับผลกระทบ เช่น รถยนต์ ไม้แปรรูป และยารักษาโรค
รัฐบาลเกาหลีใต้ระบุว่าไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มอัตราภาษีเพื่อเร่งฝ่ายนิติบัญญัติเกาหลีใต้ให้ดำเนินการตามข้อตกลง และปัจจุบันเกาหลีใต้อยู่ระหว่างการเร่งประสานงานเพื่อเจรจาต่อรองกับสหรัฐฯ โดยเร็ว คาดว่าเกาหลีใต้จะส่งนาย Kim Jung-kwan รัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเยือนแคนาดา ไปเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐฯ เพื่อพบหารือกับนาย Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ทันที
มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีใต้ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ผันผวนในระยะสั้น และชาวเกาหลีใต้ประท้วงผู้นำสหรัฐฯ หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงโซล เกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้เชื่อมั่นว่าจะสามารถเจรจาเพื่อชะลอการขึ้นอัตราภาษีได้ เพราะสหรัฐฯ ต้องการให้เกาหลีใต้ไปเพิ่มการลงทุนด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐฯ ตามข้อตกลงที่มีมูลค่ามากถึง 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าฝ่ายนิติบัญญัติของเกาหลีใต้จะจัดการประชุมเพื่อลงมติเห็นชอบและรับรองข้อตกลงดังกล่าวได้ภายใน กุมภาพันธ์ 2569
ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ตอกย้ำว่า มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ จะเป็นเครื่องมืออันดับแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ ใช้กดดันและจูงใจต่างประเทศให้ดำเนินนโยบายเอื้อต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ โดยไม่เลือกว่าจะเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงหรือไม่ พิจารณาจากทั้งเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ที่เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ ก็ยังเผชิญคำขู่ด้วยมาตรการภาษี อย่างไรก็ดี การประสานงานเพื่อหาช่องทางเจรจาโดยเร็ว และมีกรอบเวลาที่ชัดเจน อาจช่วยรักษาบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ กับสหรัฐฯ ได้ นอกจากนี้ ในกรณีของเกาหลีใต้ยังมีจุดแข็งในการต่อรองกับผู้นำสหรัฐฯ เพราะเป็นประเทศผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือสินค้าที่สหรัฐฯ มีความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สูงมาก แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันของสหรัฐฯ จะสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวเพื่อผลิตในประเทศ แต่จะต้องใช้เวลานาน ดังนั้น เกาหลีใต้จึงยังมีข้อได้เปรียบในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 6 ของสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 134,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี โดยสหรัฐฯ เป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้า มูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี สหรัฐฯ ส่งออกแร่เชื้อเพลิง เครื่องจักร เครื่องยนต์ และเครื่องบินไปยังเกาหลีใต้ ส่วนเกาหลีใต้ส่งออกยานพาหนะ เครื่องจักร แร่เชื้อเพลิง และพลาสติกไปสหรัฐฯ







