![]()

รัฐบาลอินเดียและสหภาพยุโรปร่วมลงนามในข้อตกลงการค้าสำคัญระหว่างกันที่อินเดีย ระหว่างการประชุมสุดยอดอินเดีย-สหภาพยุโรป เมื่อ 27 มกราคม 2569 เป็นผลจากการเจรจาข้อตกลงการค้ามานานกว่า 20 ปี และทั้ง 2 ฝ่ายเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญสู่อนาคต รวมทั้งจะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวเป็นการเชื่อมโยงสมาชิกสหภาพยุโรปจำนวน 27 ประเทศกับอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลก แซงหน้าจีน โดยสาระสำคัญของข้อตกลงฉบับนี้ คือ การลดอัตราภาษีการค้าระหว่างกัน ปัจจุบันอินเดียกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปสูงถึงร้อยละ 30
หลังจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายจะหารือรายละเอียดและจัดทำข้อตกลงร่วมกันอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะเริ่มปฏิบัติตามข้อตกลงได้ในปี 2570 ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นผลงานสำคัญของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดิ ของอินเดีย และเอื้อให้เศรษฐกิจอินเดียมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น ก่อนหน้านี้ สหภาพยุโรปตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (Generalized System of Preference-GSP) ต่ออินเดียเมื่อปี 2566 ทำให้อินเดียต้องเร่งเจรจาข้อตกลงเพื่อให้สินค้าและบริการของอินเดียสามารถส่งออกไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ได้ราบรื่น โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าประเภทเครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ ขณะเดียวกัน อินเดียต้องเปิดตลาดนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปมากขึ้น รวมทั้งเปิดรับการลงทุนและนักธุรกิจจากสหภาพยุโรปไปดำเนินธุรกิจในอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่งตลาดการเงิน อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมทางทะเลและการโทรคมนาคมสื่อสาร
ที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียพยายามปกป้องตลาดอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ผลิตในประเทศ อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปจะมีการกำหนดประเด็นนี้อย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อควบคุมการนำเข้าให้เหมาะสมและไม่เป็นอุปสรรคของผู้ประกอบการและนักธุรกิจในประเทศ นอกจากนี้ กรณีอินเดียบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปกลายเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนว่า นานาชาติปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ เพราะทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้ประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ มองหาตลาดใหม่ ๆ และลดการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ







