![]()

สถานการณ์ความมั่นคงในอิหร่านยังคงตึงเครียด และเกิดการประท้วงในเมืองสำคัญของอิหร่านที่ชาวอิหร่านคัดค้านนโยบายของรัฐบาลซึ่งล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กระแสการประท้วงดังกล่าวยังขยายตัวไปในต่างประเทศ โดยมีรายงานเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มีประชาชนในต่างประเทศรวมตัวกันจำนวนมากสูงสุดถึง 350,000 คน เพื่อแสดงออกถึงการประท้วงเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติในอิหร่าน พื้นที่ที่ปรากฏการชุมนุมขนาดใหญ่ ได้แก่ เมืองลอสแองเจลลิส สหรัฐฯ เมืองโตรอนโต แคนาดา เมืองมิวนิก เยอรมนี กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร และเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลีย ผู้ประท้วงส่วนใหญ่รวมตัวกันในที่สาธารณะ โบกธงชาติอิหร่านและชูป้ายประท้วง
การประท้วงอิหร่านในต่างประเทศที่น่าสนใจ คือ กรณีที่เมืองมิวนิก เยอรมนี เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากมีนายเรซา ปาห์ลาวี ผู้ลี้ภัยเชื้อสายราชวงศ์ปาห์ลาวี ที่ลี้ภัยในต่างประเทศ เป็นแกนนำการประท้วงในนาม “global day of action” กระตุ้นให้ประชาชนและผู้สนับสนุนร่วมกันแสดงออกทางการเมืองเพื่อเปลี่ยนแปลงอิหร่าน ทำให้มีผู้ชุมนุมออกไปร่วมแสดงพลังมากกว่า 250,000 คน ผู้ประท้วงได้โบกธงอิหร่านที่มีสัญลักษณ์สิงโตและพระอาทิตย์ ซึ่งเป็นธงชาติอิหร่านที่ใช้ในช่วงก่อนการปฏิบัติอิสลามเมื่อปี 2522 และตะโกนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอิหร่าน รวมทั้งกล่าวสนับสนุนบทบาทของพระเจ้าชาห์แห่งอิหร่าน และระบอบการปกครองโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย
ท่าทีที่น่าจับตามองของนายเรซา ปาห์ลาวี ผู้ลี้ภัยเชื้อสายราชวงศ์ปาห์ลาวี คือการเรียกร้องให้สหรัฐฯ แทรกแซงอิหร่าน เพื่อปกป้องประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากที่กำลังได้รับผลกระทบต่อการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนปัจจุบัน นอกจากนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยให้สัมภาษณ์ เมื่อปลาย มกราคม 2569 ว่า นายเรซา ปาห์ลาวี ผู้ลี้ภัยเชื้อสายราชวงศ์ปาห์ลาวี จะสามารถบริหารและขึ้นเป็นผู้นำของอิหร่านได้
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านในต่างประเทศ คือ กรณีมีรายงานว่าหน่วยความมั่นคงอิหร่านปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงในประเทศด้วยมาตรการรุนแรงตั้งแต่ ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,000 คน รวมทั้งเยาวชน ทำให้ชาวอิหร่านในต่างประเทศ รวมทั้งประชาชนต่างชาติที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ไม่พอใจมาตรการของรัฐบาลอิหร่าน จึงรวมตัวกันเพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงในอิหร่าน พร้อมกับแสดงออกเพื่อกดดันให้ผู้นำประเทศตนเองดำเนินนโยบายต่างประเทศเพื่อกดดันอิหร่านเพิ่มเติมด้วย
ด้านรัฐบาลอิหร่านปฏิเสธจำนวนผู้เสียชีวิตในการประท้วง โดยยืนยันว่าปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ประท้วงประมาณ 3,000 คน ทั้งนี้ แม้รัฐบาลอิหร่านไม่สนใจแรงกดดันจากผู้ประท้วงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่การประท้วงดังกล่าวกลายเป็นเงื่อนไขให้ต่างประเทศเพิ่มแรงกดันทางการทูตและการทหารต่ออิหร่านมากขึ้นในห้วง 3 เดือนที่ผ่านมา จนทำให้ปัจจุบัน อิหร่านต้องพิจารณาการเจรจากับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าอิหร่านจะเจรจาประเด็นโครงการนิวเคลียร์อีกครั้งที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในห้วงสัปดาห์นี้ เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ รวมทั้งอาจแลกเปลี่ยนเงื่อนไขด้านความมั่นคงทางการเมือง







