![]()

สถานการณ์ความขัดแย้งและการปฏิบัติการทางทหารตอบโต้กันระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังคงสร้างความสูญเสียและเหตุรุนแรงไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง สื่อมวลชนต่างประเทศส่วนใหญ่ให้ความสนใจรายงานเหตุการโจมตีระหว่างประเทศ ได้แก่ อิสราเอลโจมตีทั้งอิหร่านและเลบานอนครั้งใหญ่เมื่อ 5 มีนาคม 2569 เพื่อทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ในทางตอนใต้ของเลบานอน และตอบโต้อิหร่านที่พยายามโจมตีอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มีรายงานว่าเรือดำน้ำของสหรัฐฯ จมเรือรบของอิหร่านได้ในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณนอกชายฝั่งศรีลังกา
ขณะเดียวกันก็มีเหตุการณ์สำคัญในมิติการเมืองภายในที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศ เมื่อ 5 มีนาคม 2569 ซึ่งแม้จะยังไม่มีผลต่อการปฏิบัติการทางหทารโดยตรง แต่คาดว่าอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ทิศทางและแนวโน้มความขัดแย้งครั้งนี้ได้ ดังนี้
อิหร่านเลื่อนกำหนดการพิธีไว้อาลัยอดีตผู้นำสูงสุดออกไปก่อน จากเดิมที่กำหนดให้เริ่มต้นใน 5-8 มีนาคม 2569โดยให้เหตุผลด้านการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและความปลอดภัย เนื่องจากคาดว่าจะมีชาวอิหร่านจำนวนมากต้องการเข้าร่วมพิธี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าหน่วยความมั่นคงอิหร่านอาจวิตกว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่อาจตกเป็นเป้าหมายการลอบสังหาร เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอลประกาศชัดเจนว่าจะสังหารผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากระบอบการปกครองที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
ปัจจุบันเริ่มปรากฏรายชื่อบุคคลที่อาจได้รับการเสนอให้เป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่านคนใหม่ เช่น นาย Mojtaba Khamenei อายุ 56 ปี บุตรชายคนที่ 2 ของอดีตผู้นำสูงสุด ซึ่งมีอุดมการณ์แข็งกร้าวและมีความใกล้ชิดกับกองทัพปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และนาย Hassan Rouhani อดีตประธานาธิบดีอิหร่าน ที่มีอุดมการณ์สายกลางและสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ
ด้านสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ให้มีอำนาจสั่งปฏิบัติการทางทหารในอิหร่านต่อไป โดยได้รับการสนับสนุน 53 ต่อ 47 เสียง อย่างไรก็ตาม วุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันระบุว่าอาจมีการลงมติใหม่ใน 2-3 สัปดาห์หน้า หากประธานาธิบดีทรัมป์ทำสงครามที่ส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ และชาวอเมริกัน ก็พร้อมจะใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อยับยั้งสงครามครั้งนี้ ท่าทีของฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ มีขึ้นพร้อมกับที่นายปีเตอร์ เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม/กลาโหมของสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า สงครามอิหร่านจะใช้เวลาประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ ประเมินไว้ก่อนหน้านี้
นักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินระยะเวลาการทำสงครามครั้งนี้ขึ้นอยู่กับ “คลังอาวุธ” หรือกำลังรบที่ทั้ง 2 ฝ่ายมีอยู่ในปัจจุบัน โดยคาดว่าอิหร่านได้ใช้ยุทโธปกรณ์สำคัญไปมากกว่าร้อยละ 50 แล้วเพื่อตอบโต้และทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่สหรัฐฯ แม้จะมีคลังยุทโธปกรณ์จำนวนมากกว่า แต่ในสงครามครั้งนี้ได้ใช้ขีปนาวุธและอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูงไปแล้วจำนวนมากเช่นกัน จนทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องเรียกเจ้าของบริษัทผู้ผลิตอาวุธและบริษัทอุตสาหกรรมอาวุธชั้นนำของสหรัฐฯ เข้าประชุมเร่งด่วนในช่วงปลายสัปดาห์นี้ อาจต้องการกระตุ้นให้เร่งผลิตอาวุธสำคัญเพิ่มเติม







