![]()

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล และสหรัฐฯ สถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาค และความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ในตะวันออกกลาง เช่น แรงงาน นักศึกษา แม่บ้าน และผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย ทำให้เผชิญกับความไม่แน่นอนด้านความปลอดภัย และการดำรงชีวิตประจำวัน คนไทยบางกลุ่มที่ได้รับความเสี่ยง มีความประสงค์ในการเดินทางกลับประเทศไทย
ความเสี่ยง ได้แก่ ความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัย และการปิดน่านฟ้า ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่าการโจมตีของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ทำให้อิหร่านตอบโต้กลับโดยมีเป้าหมายไปที่โครงสร้างพื้นฐานของประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการทางทหารในกรุงเตหะราน และเมืองอื่น ๆ เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก หรือบังคับเปลี่ยนเส้นทางอย่างฉับพลัน ส่งผลให้ผู้โดยสารติดค้างและเผชิญความไม่แน่นอนของการเดินทาง อีกทั้งยังมีรายงานการยิงโดรนโจมตีบริเวณสถานกงสุลของ สหรัฐอเมริกา ในเมืองดูไบ แม้ไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ แต่สะท้อนถึงความไม่ปลอดภัยของพื้นที่ และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อประชาชน และชุมชนเมืองโดยรอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พลเรือน รวมทั้งชาวต่างชาติ ต้องพิจารณาการอพยพโดยด่วน
หน่วยงานด้านความมั่นคง กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่น ๆ ของไทย ติดตามระดับพัฒนาการในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยังคงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพอากาศไทยได้เตรียมพร้อมอพยพชาวไทยหากจําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิหร่านซึ่งมีคนไทยอาศัยอยู่ประมาณ 250 คน และทั่วภูมิภาคประมาณ 70,000 คน หลายหน่วยงานได้เริ่มแผนฉุกเฉิน กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้ง War room เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานงานความช่วยเหลือคนไทยในอิหร่าน อิสราเอล และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค กระทรวงคมนาคม และท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ได้จัดเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน และการหยุดชะงักของเที่ยวบิน กระทรวงสาธารณสุข ผ่านกรมสุขภาพจิต ได้เปิดตัวสายด่วน 1323 หรือ LINE Official : @1323middle.east เพื่อรับการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ และได้จัดให้มีช่องทางการติดต่อฉุกเฉินผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน : (+98) 21 7764 3295
ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือแก่คนไทยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ในอิหร่านมีชาวไทยจำนวน 117 คน ที่ลงทะเบียนขออพยพ กลุ่มแรก 68 คน จะออกเดินทางใน 7 มีนาคม 2569 และมีรายงานในวันเดียวกันว่า คนไทยจำนวน 62 คน เดินทางเข้าเมืองในตุรกีแล้ว ในขณะที่กลุ่มที่ 2 จำนวน 49 คน จะออกเดินทางใน 10 มีนาคม 2569 โดยบางคนยังอยู่ในขั้นตอนการขอวีซ่าออกนอกประเทศ กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยในอิหร่านที่ประสงค์จะกลับมาติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะรานทันที เพื่อประสานงานเอกสารที่จําเป็น ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จากกรมการกงสุลได้เดินทางไปยังตุรกีเมื่อ 5 มีนาคม 2569 เพื่ออํานวยความสะดวกสำหรับการช่วยเหลือผู้อพยพชาวไทยจากอิหร่านที่จะข้ามพรมแดนทางบกไปยังตุรกีก่อนที่จะเดินทางกลับประเทศไทยโดยเครื่องบินต่อไป
ไทยคาดการณ์ว่าสามารถจัดการปัญหาการอพยพได้ โดยพิจารณาจากการถอดบทเรียนในอดีตที่มีการอพยพแรงงานไทยจากอิสราเอล หลังการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อปี 2566 โดยกระทรวงแรงงานได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากอิสราเอล ด้วยการจัดรถรับส่งไปยังสถานีขนส่งหมอชิตและให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการเยียวยา กรมการจัดหางานตรวจสอบสิทธิจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือแรงงานและเปิดสายด่วน 1694 เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
กรณีการอพยพคนไทยในอิหร่าน และการอพยพแรงงานไทยในอิสราเอลเมื่อปี 2566 สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยในการคุ้มครองพลเมืองในต่างประเทศ โดยอาศัยการประสานงานระหว่างหน่วยงานหลายฝ่าย เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กองทัพ และสถานเอกอัครราชทูตในพื้นที่ รวมถึงมาตรการอพยพในทั้งสองกรณีต่างให้ความสำคัญกับการลงทะเบียนของคนไทย การสื่อสารข้อมูลผ่านสถานทูต การจัดเตรียมเที่ยวบินเพื่อเดินทางกลับประเทศ การเปิดสายด่วนให้คำปรึกษา และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานฉุกเฉิน
หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรงยิ่งกว่าเดิม การปิดน่านฟ้า หรือการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศแบบถาวร อาจทำให้การอพยพมีความซับซ้อนและใช้เวลามากขึ้น นอกจากนี้ การขยายตัวของความขัดแย้งยังอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคมนาคมในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้พลเมืองไทยที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนทั้งด้านความปลอดภัยและการดำรงชีวิตประจำวัน และอาจนำไปสู่การซ้ำรอยโศกนาฏกรรมได้ อย่างไรก็ดี เหตุการณ์การอพยพคนไทยในครั้งนี้สามารถอธิบายผ่านแนวคิดความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security) เป็นการมุ่งเน้นความสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชน







