![]()

แนวโน้มการปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีอิหร่านมาตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ยังไม่มีแนวโน้มยุติ จากที่ยังไม่เห็นทางออกในการที่จะมีการเจรจากัน จากที่อิหร่านยืนยันเมื่อ 8 มีนาคม 2569 จะไม่มีการยอมแพ้ ตามที่สหรัฐฯ ต้องการ ขณะที่ก็เกิดการประท้วงต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ ในจุดต่าง ๆ ของโลก แม้การประท้วงจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน แต่ก็สะท้อนว่า ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นว่า เป็นการกระทำที่เกินไป แม้สหรัฐฯ และอิสราเอลจะมีข้ออ้างว่าการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย มีผลต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และภูมิภาคตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกันก็มีรายงานการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาลกับต่อต้านรัฐบาลในอิหร่าน แต่ไม่มีเหตุรุนแรงหรือขยายวงกว้าง ส่วนการประท้วงนอกอิหร่าน เพื่อให้ยุติการโจมตีอิหร่าน ยังมีอยู่ เช่น หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำลอนดอน และที่นครนิวยอร์กก็มีการชุมนุมของกลุ่มขวาจัด รวมทั้งยังมีการชุมนุมในเมืองสำคัญ ๆ ของสเปน ซึ่งผู้จัดการชุมนุมประมินว่า เมื่อ 8 มีนาคม 2569 มีจำนวน 180,000 โดยมีการ 2 การชุมนุม ควบคู่กันคือ ในวันสตรีโลก (International Women’s Day) และชุมนุมต่อต้านสงคราม
นอกจากนี้ ยังมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามในเมืองต่าง ๆ ทั่วยุโรป อย่างไรก็ดี ในอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ได้มีการสนับสนุนให้ราชวงศ์ปาลาวี กลับไปปกครองอิหร่าน ซึ่งขณะนี้สภาผู้ชำนัญ (Assembly of Experts) ประกาศแต่งตั้งมอจญ์ตะบา คอมะนะอี บุตรของผู้นำสูงสุดคนก่อน เป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ตามคาดหมาย ขณะที่อิสราเอลขู่ว่าจะโจมตีผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน รวมถึงสมาชิก สภาผู้ชำนัญที่มีบทบาทในการเลือกผู้นำสูงสุด
ส่วนในอิหร่านประกาศมาตรการจำกัดโควตาการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงในกรุงเตหะราน ซึ่งกำหนดให้ผู้ถือบัตรเติมน้ำมันส่วนบุคคลสามารถซื้อน้ำมันได้เพียง 20 ลิตร โดยมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงกลั่นและคลังน้ำมันเชื้อเพลิงหลายแห่งในกรุงเตหะราน ซึ่งส่งผลให้เริ่มเกิดภาวะขนาดแคลนน้ำมันในอิหร่าน อย่างไรก็ดี ในชั้นนี้ การขาดแคลนพลังงาน/น้ำมัน สิ่งอุปโภค เช่น น้ำสะอาด ยังไม่มากพอที่จะกดดันให้เกิดกระแสต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน







