![]()

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อิหร่านยังไม่ยุติ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เมื่อ 9 มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ซึ่งสูงที่สุดนับตั้งแต่ กรกฎาคม 2565 โดยเกิน100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มจะสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากที่อิหร่านยังเดินหน้าตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล พร้อมกับมีการตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อ 8 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นบุตรชายของผู้นำคนก่อนที่ถูกสหรัฐฯ สังหาร คือ อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด มอจญ์ตะบา คอมะนะอี อายุ 56 ปี บุตรชายคนที่ 2 ของอายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คอมะนะอี อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน
ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลเวียดนามต้องช่วยพยุงราคาพลังงานภายในประเทศ ที่ปรับขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 21–32 ตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง น้ำมันดีเซลของเวียดนาม ราคาเพิ่มขึ้นแล้ว ร้อยละ 30 ซึ่งสูงที่สุดนับแต่ กรกฎาคม 2565 นอกจากนี้ เมื่อ 7 มีนาคม 2569 สถานีน้ำมันในเวียดนามหยุดขายน้ำมันถึง 17 แห่ง ก่อนที่จะกลับมาขายในปกติแล้วในปัจจุบัน ส่วนรัฐบาลให้หน่วยงานท้องถิ่นทั่วประเทศ ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน เข้มงวดมากขึ้น ที่มีการนำภาชนะมาใส่น้ำมันกักตุนไว้ อย่างไรก็ดี เวียดนามเผชิญปัญหาเช่นเดียวกับไทย ที่มีประเทศเพื่อนบ้านข้ามแดนมาซื้อน้ำมัน ได้แก่ ลาว และกัมพูชา
ช่องทางที่เวียดนามช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง คือรัฐบาลประกาศเมื่อ 8 มีนาคม 2569 เตรียมการที่จะการยกเว้นภาษีนำเข้าน้ำมันเป็นการชั่วคราว จนถึงสิ้นเดือน เมษายน 2569 ซึ่งกำลังรอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียดนามเก็บภาษีนำเข้าเก็บประมาณร้อยละ 7-20 แล้วแต่ประเภทน้ำมัน เช่น น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว ร้อยละ 10 ส่วนน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทอื่น น้ำมันเครื่องบิน และน้ำมันก๊าด ร้อยละ 7 ทั้งนี้ โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1253 ล้านบาท) แต่รัฐบาลเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพตลาดเชื้อเพลิง รวมทั้งลดภาระให้ภาคธุรกิจ
กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของเวียดนามยังได้พยายามจะรับมือกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ด้วยการกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 3 ประการ ได้แก่ ค้ำประกันว่าต้องมีน้ำมันเพียงพอ ติดตามและป้องกันการเก็งกำไรตลาดน้ำมัน และกักตุน รวมทั้งมีการเตือนล่วงหน้า หากมีความเสี่ยงในการเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมัน อย่าไรก็ดี โรงกลั่นน้ำมันในเวียดนามขณะนี้ยังดำเนินการปกติ ซึ่งสามารถกลั่นเพียงพอใช้ในประเทศได้ร้อยละ 70-80 นอกจากนี้ ยังสามารถเพิ่มปริมาณการกลั่นได้ หากจำเป็น อย่างไรก็ดี เวียดนามก็ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 14 ล้านตันต่อปี เพื่อนำมากลั่นในประเทศ
เวียดนามตระหนักดีกว่ามาตรการต่าง ๆ จะไม่ทำให้ปัญหาความมั่นคงทางพลังงานดีขึ้นในชั่วข้ามคืน ดังนั้น ในระยะสั้นต้องเพิ่มการสำรองน้ำมัน เพิ่มตลาดการนำเข้าจากต่างประเทศให้หลากหลาย มากขึ้น ปรับราคาให้ยืดหยุ่นต่อผู้บริโภค แต่ในระยะยาวก็ต้องทำไปด้วย เช่นลดการพึ่งพาพลังงานน้ำมัน เพิ่มศักยภาพการกลั่นในประเทศ นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามเน้นย้ำ เมื่อ 9 มีนาคม 2569 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการการศึกษาการใช้โบโอดีเซลผสมกับน้ำมันปกติ







