![]()

ความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ตอกย้ำวิกฤตความมั่นคงพลังงาน เนื่องจากเมื่อ 19-20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่าคลังและโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งท่าเรือขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายโจมตีทางการทหาร โดยเฉพาะในซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) กาตาร์ โอมาน และอิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ไปยังยุโรปและเอเชีย
สำหรับเหตุการณ์ที่อาจทำให้สถานการณ์ยกระดับความรุนแรง คือ เมื่อ 18 มีนาคม 2569 อิสราเอลโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและผลิตก๊าซธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน หรือ South Pars ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ North Dome ของกาตาร์ ซึ่งทั้ง 2 แห่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจาก South Pars ซึ่งตั้งอยู่กลางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย เป็นแหล่งผลิตก๊าซที่สำคัญของประเทศ จึงตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในอ่าวอาหรับ สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน และท่าขนส่งน้ำมันผ่านท่อใต้ทะเล
อิหร่านยืนยันว่าการโจมตีกลับดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ และก่อนหน้านี้ อิหร่านได้ประกาศเตือนแล้วว่า หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านก็มีสิทธิจะตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความปลอดภัยของชาติเช่นกัน การตอบโต้ของอิหร่านทำให้สหรัฐฯ กดดันอิสราเอลไม่ให้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านเพิ่มเติม เพื่อควบคุมความเสียหายไม่ให้ลุกลามบานปลายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค
สงครามอิหร่านส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและพลังงานโลก ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่ากลุ่ม OPEC+ ประกาศว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันใน เมษายน 2569 เพื่อรักษาสมดุลปริมาณน้ำมันโลก แต่ไม่สามารถส่งออกได้ตามปกติ ปัจจัยสำคัญมาจากความไม่ปลอดภัยในการเดินเรือขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่เชื่อมระหว่างอ่างเปอร์เซียและอ่าวโอมาน รวมทั้งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันไปยังเอเชียและยุโรป และโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตและส่งออกพลังงานในประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางตกเป็นเป้าหมายโจมตี อาจกระทบขีดความสามารถในการผลิตและส่งออกน้ำมัน นอกจากนี้ ท่อขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ของซาอุดีอาระเบียและ UAE ยังไม่สามารถทดแทนการส่งขนน้ำมันด้วยเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านราคาน้ำมันคาดการณ์ว่า ความไม่มั่นคงในช่องแคบอร์มุซจะส่งผลต่อห่วงโซ่การส่งออกน้ำมันโลกไปอีกอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ ทำให้ราคาน้ำมันโลกอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 120-150 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในระยะที่ความตึงเครียดสูง ประกอบกับการปะทะขยายขอบเขตไปยังประเทศผู้ผลิตน้ำมันอื่น ๆ จากนั้น ราคาพลังงานอาจปรับลดลงเป็น 95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อสหรัฐฯ กับอิหร่านยุติการใช้เครื่องมือทางทหารตอบโต้กัน







