![]()

กัมพูชาเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับไทย กัมพูชานำเข้าพลังงานจากไทยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนประเทศอื่น ๆ ได้แก่ เวียดนาม และจีน เป็นต้น อย่างไรก็ดี กัมพูชาได้มีการวางแผนการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น หลังจากไทยระงับการส่งออกน้ำมันให้เมื่อกลางปี 2568 ประกอบกับวิกฤตในภูมิภาคตะวันออกกลางในห้วงนี้ ซึ่งเมื่อ 19 มีนาคม 2569 อยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ทำให้กัมพูชาต้องแสวงหาแหล่งการนำเข้าน้ำมันแหล่งใหม่ทดแทน จากการที่จีนและเวียดนามก็จำกัดการส่งออกไปยังเวียดนาม ซึ่งอย่างน้อยไปจนถึง สิ้น มีนาคม 2569 เช่นกัน
กัมพูชากำลังเจรจานำเข้าพลังงานเพิ่มจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย (ตัวเลขเมื่อปี 2567 ทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการนำเข้ารวมกว่า ร้อยละ 30) ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกัมพูชาแถลงเมื่อ 18 มีนาคม 2569 และยังคงน้ำเข้าน้ำมันจากจีนเล็กน้อย จากที่เคยนำเข้าร้อยละ 7 ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่บริษัทผู้จัดหาน้ำมัน 2 บริษัท ได้แก่ Total และ Chevron ก็สามารถช่วยลดภาวะความเสี่ยงที่ประชาชนจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันและก๊าซได้
ส่วนในระยะยาว ในอีก 4-5 ปี กัมพูชาวางแผนจะสร้างโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะเดียวกันก็ได้มีการเจรจานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ liquefied natural gas (LNG) จากบริษัทผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก Woodside Energy ของออสเตรเลีย เพื่อสนับสนุนโรงไฟฟ้า LNG แห่งแรกของกัมพูชา ซึ่งกำลังก่อสร้างที่เกาะกง โดยระยะแรกจะมีกำลังผลิต 450 เมกะวัตต์ในปี 2569 และจะถึงเป้าหมาย ที่มีกำลังการผลิต 900 เมกะวัตต์ ในปี 2570 โดยในการก่อสร้างบริษัท Royal Group of Cambodia ของกัมพูชา ร่วมทุนกับบริษัท Mitsubishi ของญี่ปุ่น และ Dongfang Electric of China ของจีน
รัฐมนตรีพลังงานของกัมพูชาระบุว่ากัมพูชาไม่ได้อยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงาน และเมื่อต้นมีนาคม 2569 มีน้ำมันสำรองพอใช้ในประเทศได้ 21 วัน แต่ก็มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้ประชาชนมีการกักตุนน้ำมัน และน้ำมันต้องมีคุณภาพ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันในกัมพูชา เมื่อ 18 มีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณเกือบลิตรละ 45 บาท ขณะที่ดีเซลอยู่ที่เกือบลิตรละ 54 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 30 และร้อยละ 60 ตามลำดับจากที่ก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่าอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลาย กุมภาพันธ์ 2569 และเมื่อช่วงกลาง มีนาคม 2569 สถานีบริการให้น้ำมันส่วนใหญ่จากทั้งหมดประมาณ 6,300 แห่งทั่วประเทศกลับมาเปิดให้บริการแล้ว หลังจากช่วงต้น ๆ ของความขัดแย้งดังกล่าว ปิดไปกว่า 2,000 กว่าแห่ง เนื่องจากผลกระทบของราคา และภาวะขาดแคลนน้ำมัน







