![]()

ประชาชนของสิงคโปร์จะต้องชำระค่าไฟฟ้าและก๊าซสำหรับไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 (เมษายน–มิถุนายน) เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นผลจากต้นทุนเชื้อเพลิง โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง หน่วยงานด้านพลังงานของสิงคโปร์ระบุว่า การปรับขึ้นค่าไฟฟ้าและก๊าซในครั้งนี้เป็นเพียงผลกระทบบางส่วนของราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่จะส่งผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลพลังงานของสิงคโปร์ระบุว่า โครงสร้างพลังงานของประเทศมีความพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในระดับสูง โดยก๊าซธรรมชาติเหลวคิดเป็นประมาณร้อยละ 95 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ และยังเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตก๊าซสำหรับครัวเรือน ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลกอย่างมาก
ในเชิงระบบ สิงคโปร์ใช้กลไกการปรับอัตราค่าไฟฟ้าและก๊าซทุก 3 เดือน โดยคำนวณจากต้นทุนเชื้อเพลิงเฉลี่ยในช่วงประมาณ 2–2.5 เดือนก่อนหน้า เพื่อสะท้อนต้นทุนจริงและลดความผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ราคาที่ผู้บริโภคจ่ายในปัจจุบันอาจยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในช่วงเวลาปัจจุบันทั้งหมด โดยเมื่อ 31 มีนาคม 2569 สิงคโปร์ประกาศว่า ในห้วงเมษายน-มิถุนายน 2569 ภาษีน้ำมันและก๊าซที่พักอาศัยจะเพิ่มขึ้น จากไตรมาสก่อน ร้อยละ 2.1 อยู่ที่ 29.72 เซนต์ ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
หน่วยงานพลังงานของสิงคโปร์เตือนเมื่อปลาย มีนาคม 2569 ว่า ราคาพลังงานมีแนวโน้มจะยังคงอยู่ในระดับสูงในระยะต่อไป เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสร้างแรงกดดันต่อการผลิตและการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก โดยเฉพาะการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งสำคัญ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้หน่วยงานยังเตือนว่าผู้บริโภคทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจควรเตรียมรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงและผันผวนมากขึ้นในระยะข้างหน้า
ในด้านมาตรการรับมือ รัฐบาลสิงคโปร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแนะนำให้ประชาชนเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว แต่รัฐบาลยังไม่เลือกนำพลังงานสำรองออกมาใช้ในระยะนี้
ในภาพรวม นักวิเคราะห์มองว่า สิงคโปร์กำลังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงานที่มีลักษณะเชิงโครงสร้าง เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรภายในประเทศ ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง เมื่อผนวกกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก จึงมีแนวโน้มว่าต้นทุนพลังงานของสิงคโปร์จะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในระยะกลางถึงระยะยาว







