![]()

กลุ่มพันธมิตรผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก หรือ OPEC+ จำนวน 8 ประเทศ ประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2569 ว่าจะปรับโควตาการผลิตน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบสู่ตลาดโลก อีก 206,000 บาร์เรล/วัน ในห้วง พฤษภาคม 2569 ต่อเนื่องจากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตใน เมษายน 2569 สะท้อนว่า กลุ่ม OPEC+ ยังมีศักยภาพในการควบคุมอุปทานการผลิตและควบคุมปริมาณน้ำมันดิบในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีก 206,000 บาร์เรล/วัน เป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 ทำให้นักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานประเมินไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง และไม่มีผลต่อวิกฤตพลังงานในปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เป็นผลจากอุปสรรคด้านการขนส่ง มากกว่าเรื่องปริมาณน้ำมันโลก
ดังนั้น ความมั่นคงด้านพลังงานของโลกยังคงอ่อนไหวและเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ แต่ความเคลื่อนไหวของ OPEC+8 มีผลเชิงสัญลักษณ์ว่ากลุ่มยังมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการการผลิตน้ำมัน แต่ยังไม่สามารถบรรเทาวิกฤตการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หรือใช้ช่องทางขนส่งน้ำมันอื่นแทนได้ แม้จะมีการปรับไปส่งออกทางทะเลแดงอยู่บ้าง
นอกจากประเด็นการปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพียงเล็กน้อย ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสมาชิกสำคัญและเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในกลุ่ม OPEC+ 8 เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ และคูเวต ยังเผชิญความเสี่ยงจากสงครามและไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาวะสงครามและโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตบางส่วนถูกทำลายระหว่างความขัดแย้ง ทำให้ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ที่ประมาณ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ด้านรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC+ ก็ไม่สามารถผลิตน้ำมันดิบส่งออกไปต่างประเทศได้อย่างเต็มที่ เพราะเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติ และโรงงานผลิตน้ำมันได้รับความเสียหายจากการทำสงครามกับยูเครน
ขณะที่บทบาทของกลุ่ม OPEC+ 8 ในการผ่อนคลายภาวะตึงตัวของน้ำมันในตลาดโลกจะค่อนข้างจำกัด แต่ก็แสดงความกังวลกรณีคู่ขัดแย้งมุ่งโจมตีแหล่งพลังงานสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากจีนมีมุมมองว่าท่าทีของกลุ่ม OPEC+8 เป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกให้ทั่วโลกเข้าใจว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันส่วนใหญ่พร้อมจะรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงพลังงาน แต่จำเป็นต้องให้สหรัฐฯ และอิหร่านยุติสงคราม สถานการณ์น้ำมันจะกลับไปเป็นปกติได้โดยเร็ว
ปัจจุบันนานาประเทศ โดยเฉพาะเอเชีย ให้ความสำคัญกับการเจรจากับอิหร่านเพื่อต่อรองให้อนุญาตการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เช่น ปากีสถาน อินเดีย จีนและญี่ปุ่น ล่าสุดมีรายงานว่ารัฐบาลฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จในการเจรจากับอิหร่าน เพื่อบรรเทาวิกฤตน้ำมันและเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้สื่อต่างประเทศสนใจ เนื่องจากฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ มาโดยตลอด







