อินโดนีเซียมีแผนส่งออกปุ๋ยมาไทย

นาย Teddy Indra Wijaya เลขาธิการ ครม.อินโดนีเซีย แถลงเมื่อ 21 เม.ย.69 ว่า อินโดนีเซียมีแผนจะขยายการส่งออกปุ๋ยยูเรียมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลกท่ามกลางสภาวะชะงักงันของเส้นทางขนส่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอินโดนีเซียได้ส่งออกปุ๋ยยูเรีย 250,000 ตันไปออสเตรเลีย และมีแผนส่งออกปุ๋ยประมาณ 1 ล้านตัน ไปยังอินเดีย ฟิลิปปินส์ บราซิล และไทยด้วย  นอกจากนี้ เลขาธิการ ครม.เน้นย้ำด้วยว่า นโยบายส่งออกปุ๋ยของรัฐบาลมุ่งรักษาสมดุลของอุปทานในประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตปุ๋ยยูเรียได้  7.8 ล้านตัน ในขณะที่ความต้องการภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 6.3 ล้านตัน

อินเดียอนุญาตบริษัทประกันภัยทางทะเลของรัสเซียให้บริการรับประกันเรือที่เทียบท่าในอินเดีย

เว็บไซต์ Money Control รายงานเมื่อ 21 เม.ย.69 ว่า กรมการขนส่งทางทะเล ภายใต้กระทรวงการขนส่งทางน้ำของอินเดีย อนุมัติบริษัทประกันภัยของรัสเซียเพิ่มเติมจาก 8 แห่งเป็น 11 แห่ง สำหรับให้บริการประกันภัยทางทะเลประเภท Protection & Indemnity Insurance (P&I) แก่เรือที่เทียบท่าในท่าเรือของอินเดีย เพื่อดูแลการค้าและรักษาความปลอดภัยในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในห้วงที่สถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลางตึงเครียด โดยบริษัท Gazprom Insurance และบริษัท Rosgosstrakh Insurance จะขยายการให้บริการประกันภัยทางทะเลจนถึง ก.พ.70 ทั้งนี้ ประกันภัยประเภท P&I มีความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการรั่วไหล อุบัติเหตุ และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การที่ International Group of P&I Clubs ซึ่งเป็นสมาคมประกันภัยระดับนานาชาติได้คว่ำบาตรไม่ให้บริการประกันภัยเรือจากรัสเซีย ทำให้อินเดียต้องเพิ่มการอนุมัติบริษัทประกันภัยของรัสเซีย เพื่อรองรับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

รมว.กต.มาเลเซียยืนยันต้องอาศัยความร่วมมือพหุภาคีในประเด็นเกี่ยวกับช่องแคบมะละกา

ดาตุ๊ก ซรี อูตามา ฮาจิ โมฮามัด บิน ฮาซัน รมว.กต.มาเลเซีย กล่าวปาฐกถาในการประชุม Better Nation (BN) ครั้งที่ 10 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 22 เม.ย.69 ว่า การดำเนินกิจกรรมในช่องแคบมะละกาต้องอาศัยความร่วมมือจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย ซึ่งมาเลเซียไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงฝ่ายเดียว เนื่องจากทั้งสี่ประเทศลงนามในข้อตกลงพหุภาคีการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยช่องแคบมะละการ่วมกัน และต้องยึดหลักการฉันทามติของอาเซียนเป็นหลัก โดยมาเลเซียจะยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพื้นที่สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง (Zone of Peace, Freedom and Neutrality-ZOPFAN) รวมถึงให้ความสำคัญกับความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการรับมือกับสถานการณ์ของโลกที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น พร้อมย้ำว่า การที่มาเลเซียมีเศรษฐกิจแบบเปิด ซึ่งพึ่งพาการค้าเป็นหลัก จึงต้องยึดมั่นในความเป็นกลาง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

รองประธานาธิบดีเมียนมาให้การต้อนรับ รอง นรม.และ รมว.กต.ไทย

นสพ. The Global New Light of Myanmar รายงานเมื่อ 23 เม.ย.69 ว่า นายนโยซอ รองประธานาธิบดีเมียนมา ให้การต้อนรับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รอง นรม. และ รมว.กต.ไทย พร้อมคณะ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตควบคู่กับการส่งเสริมความร่วมมือในหลายมิติ อาทิ การขยายการลงทุนและการค้าตามแนวชายแดน การรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่ชายแดน การปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พลังงาน รวมถึงการยกระดับความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศ

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน

โลกอาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวการผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันประมาณ 2 ปี ก่อนที่ปริมาณการผลิตจะกลับมาก่อนเกิดความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นการประเมินของผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency– IEA) เมื่อกลาง เมษายน 2569 เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้มีการปิดเส้นทางขนส่งเป็นระยะ ๆ รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ทั้งบ่อน้ำมัน โรงกลั่น และท่อขนส่งน้ำมัน ทำให้การต้องกลับมาผลิตในปริมาณที่ก่อนเกิดความขัดแย้ง เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ง่ายนัก เพราะต้องใช้เวลาในการซ่อมแซม ผู้อำนวยการ  IEA ยังเสนอแนวทางลดความเสี่ยงในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยการให้มีการสร้างเส้นทางท่อส่งน้ำมัน Basra-Ceyhan pipeline เพื่อให้อิรักขนส่งน้ำมัน ที่เมืองบราสราจากตอนใต้ของประเทศ-ผ่านเมืองเชเชน ของตุรกี -ออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปให้ยุโรป การสร้างท่อส่งน้ำมันดังกล่าว เป็นทั้งโอกาสให้กับอิรักที่ในปัจจุบันต้องพึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ถึงร้อยละ 90  และเมืองบราสรายังเป็นแหล่งผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออกของอิกรักถึง ร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ตรุกีก็จะเป็นศูนย์กลางการส่งออกไปยังยุโรป นอกจากนี้ ยังทำให้ยุโรปมีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น เส้นทางท่อน้ำมันปัจจุบันระหว่างอิรัก-ตุรกีที่ยังมีการใช้งานอยู่คือ Kirkuk–Ceyhan pipeline ผู้อำนวยการ  IEA เตือนอย่างต่อเนื่องถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง รวมทั้งการขนส่งผ่านช่องแคบช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่การฟื้นตัวของพลังงานโลกจะล่าช้า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมแหล่งผลิต โรงกลั่น…

ประธานาธิบดีเมียนมาเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพกับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธ

รัฐบาลเมียนมาใช้กระบวนการเจรจาสันติภาพ เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธในประเทศซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อบรรยากาศความมั่นคงและการเมืองในเมียนมา โดยมีรายงานเมื่อ 21 เมษายน 2569 ว่า พล.อ.อาวุโส มินอองไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา ได้เชิญผู้แทนของกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธทั้งที่ลงนามและยังไม่ลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศเข้าร่วมการพูดคุยสันติภาพ ที่น่าสนใจ คือ ประธานาธิบดีเมียนมากำหนดกรอบเวลา 100 วัน ของรัฐบาล หรือ 31 กรกฎาคม 2569 สื่อมวลชนคาดการณ์ว่าผู้นำเมียนมาต้องการให้กลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธที่เคยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ(Nationwide Ceasefire Agreement) ระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและองค์กรติดอาวุธชาติพันธุ์ หรือ NCA กลับไปเข้าร่วมการพูดคุย เนื่องจากหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา เมื่อปี 2564 มีกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธหลายกลุ่มที่ประกาศถอนตัวและยกเลิกการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว เพื่อปกป้องตัวเองจากการปราบปรามและการปะทะกับกองทัพเมียนมา กระบวนการพูดคุยสันติภาพในเมียนมาเป็นประเด็นท้าทายผู้นำ เนื่องจากกลุ่มชาติพันธ์ติดอาวุธอย่างน้อย 3 กลุ่ม ไม่ตอบรับข้อเสนอ และยืนยันว่าไม่มีแผนการจะกลับไปเข้าร่วม NCA อีก ได้แก่ สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) แนวร่วมประชาธิปไตยของมวลนักศึกษาพม่า (ABSDF) และแนวร่วมชาติชิน (Chin National Front – CNF) โดยกลุ่ม CNF ระบุว่าต้องการเจรจากับผู้นำรัฐบาลเมียนมาที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นอิสระจากกองทัพเท่านั้น นอกจากนี้…

จีน-สปป.ลาวกระชับความสัมพันธ์ในโอกาสครบรอบ 65 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนเมื่อ 21 เมษายน 2569 ต้อนรับนายสะเหลิมไซ กมมะสิด (Saleumxay Kommasith) ตัวแทนผู้นำ สปป.ลาว ที่เยือนกรุงปักกิ่ง จีน อย่างเป็นทางการ โดยมีรายงานว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือประเด็นวาระสำคัญทางการเมือง เป้าหมายการพัฒนาและเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทั้ง 2 ประเทศที่จะครบรอบ 65 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันในปี 2569  ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนใช้โอกาสนี้ย้ำว่าจะกระชับความสัมพันธ์กับ สปป.ลาว โดยเน้นความร่วมมือระหว่างประชาชน เพื่อสร้างอนาคตร่วมกัน ตลอดจนแสดงความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สปป.ลาว ว่าจะสามารถร่วมมือกับจีน เพื่อนำประเทศให้พ้นจากความท้าทายและอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างดี การพบหารือระหว่างผู้นำจีนและผู้แทนระดับสูงของ สปป.ลาว ครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อทิศทางความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นในระบบพรรคการเมือง โดยผู้นำจีนเน้นย้ำแนวทางความร่วมมือในอนาคตที่จะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งคาดว่ามีนัยถึงความมั่นคงทางการเมือง การปกครอง และอิทธิพลของพรรคการเมืองสำคัญใน 2 ประเทศ เนื่องจากระหว่างการเยือนจีนครั้งนี้ นายสะเหลิมไซ กมมะสิด ซึ่งเป็นผู้แทนระดับสูงจากรัฐบาล สปป.ลาว และเป็นสมาชิกกรมการเมืองชุดที่…