กัมพูชาปราบปรามสแกมเมอร์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ 

กัมพูชาเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศและป้องกันผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดเมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 โฆษกรัฐบาลกัมพูชาระบุว่าสามารถจัดกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ได้ 40 ราย จากการปฏิบัติการปราบปรามเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงอยู่ระหว่างการสืบสวนหาผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม รวมทั้งผู้ที่สนับสนุนเงินทุนให้กับสแกมเมอร์ ปัจจุบัน กัมพูชาจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีนจำนวน 38 ราย และชาวกัมพูชาจำนวน 2 ราย ในจังหวัด Tbong Khmum จังหวัด Preah Sihanouk และจังหวัด Battambang ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มสแกมเมอร์และฐานการก่ออาชญากรรมทางการเงิน รัฐบาลกัมพูชามีกฎหมายใหม่สามารถดำเนินคดีต่อชาวต่างชาติและผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางการเงินได้ รวมทั้งสามารถดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย สะท้อนว่า รัฐบาลกัมพูชาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือบริหารจัดการความมั่นคงและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มสแกมเมอร์ที่ขยายตัวมากขึ้น และทำให้นานาชาติมีมุมมองเชิงลบต่อความปลอดภัยในกัมพูชา กัมพูชาเร่งแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติ เนื่องจากที่ผ่านมา กัมพูชาเผชิญกระแสวิจารณ์ว่าเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ หรือ “Scam hub” จนทำให้กระทบต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของกัมพูชา รวมทั้งอาจไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดระหว่างกัมพูชา-ไทย บริเวณชายแดน เนื่องจากกัมพูชามีภาพลักษณ์ที่ไม่น่าเชื่อถือจากปัญหาสแกมเมอร์ ดังนั้น ปัจจุบัน รัฐบาลกัมพูชาต้องเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของต่างประเทศว่ากัมพูชาต่อต้านการก่ออาชญากรรมทางการเงิน การหลอกลวง และพร้อมร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อรักษาความมั่นคง

อินเดียจัดการประชุมกลุ่ม BRICS ระดับรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ

อินเดียเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกลุ่มความร่วมมือในกรอบ BRICS ระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงนิวเดลี อินเดีย โดยการประชุมครั้งนี้จะให้ความสำคัญกับความร่วมมือของสมาชิกกลุ่ม BRICS และหุ้นส่วน ที่สำคัญคือกลุ่มประเทศโลกใต้ หรือ Global South และไทย  เป็นหุ้นส่วนของกลุ่ม BRICS ด้วย  การประชุมดังกล่าวจะหารือประเด็นสถานการณ์สำคัญระดับโลก ได้แก่ สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน สำหรับสมาชิกสำคัญของกลุ่ม BIRCS คือประเทศเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ จากนั้นมีการเพิ่มสมาชิก ได้แก่ อียิปต์ เอธิโอเปีย อิหร่าน สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (UAE) และอินโดนีเซีย ด้านซาอุดีอาระเบียสนใจสมัครเป็นสมาชิก แต่ยังอยู่ในกระบวนการเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ ประเด็นที่น่าสนใจในการประชุม BRICS ครั้งนี้ คือ ท่าทีของประเทศสมาชิกต่อสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะมีผู้แทนจากทั้งอิหร่านและ UAE เข้าร่วม นอกจากนี้ กลุ่ม BRICS…

ผู้นำจีนระบุความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน

บรรยากาศการพบหารือระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เมื่อ 13 พฤษภาคม 2569 ที่กรุงปักกิ่ง เป็นไปในเชิงบวก  ผู้นำจีนใช้โอกาสนี้ลดระดับความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ โดยระบุว่าจีนกับสหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วน (partner) ระหว่างกัน และไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน (rival)  ท่าทีดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการเจรจาหารือระหว่างกันใน 14-15 พฤษภาคม 2569 ที่อาจมีประเด็นสำคัญทั้งความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาระดับโลก ประธานาธิบดีทรัมป์ชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิงว่าเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ และการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งนี้จะทำให้ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนดีขึ้น ทั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจกรณีผู้นำทั้ง 2 ประเทศจับมือทักทายกันท่ามกลางบรรยากาศที่ดี ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์พาคณะนักธุรกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะการเยือนดังกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ด้วย ทำให้คาดว่าสหรัฐฯ ต้องการให้จีนอนุมัติการลงทุนขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ แม้ว่าบรรยากาศในช่วงเริ่มต้นการพบหารือครั้งนี้จะเป็นเชิงบวก แต่จีนกับสหรัฐฯ ยังไม่ได้หารือกันในประเด็นสำคัญ ได้แก่ การขึ้นภาษีตอบโต้ การกีดกันทางการค้าและเทคโนโลยี สถานการณ์ความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน และสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนกับสหรัฐฯ มีท่าทีและจุดยืนที่แตกต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยี ที่ผูกพันกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศอย่างแน่นแฟ้น การพบหารือระหว่างผู้นำทั้ง 2 ประเทศครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่ในระยะยาว ความสัมพันธ์ของทั้ง 2…

ญี่ปุ่นยืนยันมีพลังงานเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ

 ถ้อยแถลงของนายโคบายาชิ เค็น ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น (Japan Chamber of Commerce and Industry) เมื่อ 13 พ.ค.69  ยืนยันว่าญี่ปุ่นมีพลังงานเพียงพอ เนื่องจากรัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น นำน้ำมันจากคลังสำรองน้ำมันออกมาใช้ และแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือกอื่น ทั้งนี้ ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่ภาคธุรกิจและภาคประชาชนห่วงกังวลมากขึ้นว่าญี่ปุ่นจะมีแนฟทา (Naphtha) ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาค ตอ.กลางยืดเยื้อ

กห.สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการจัดหายุทโธปกรณ์กับบริษัทค้าอาวุธ

เว็บไซต์ กห.สหรัฐฯ รายงานเมื่อ 13 พ.ค.69 ว่า ได้บรรลุข้อตกลงการจัดหายุทโธปกรณ์กับบริษัท Anduril บริษัท CoAspire บริษัท Leidos และบริษัท Zone 5  ที่จะเริ่มพัฒนาและผลิตขีปนาวุธราคาต่ำบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ (Low-Cost Containerized Missles – LCCM) ในจำนวนมากกว่า 10,000 ชุดภายในปี 2572  รวมทั้งข้อตกลงกับบริษัท Castelion ที่จะจัดส่งระบบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง “Blackbeard” จำนวน 500 ลูกให้กับกองทัพในระยะเวลา 2 ปี หากสามารถทำการทดสอบระบบอาวุธดังกล่าวได้สำเร็จ และพยายามขออนุมัติเพิ่มการจัดซื้อระบบอาวุธดังกล่าวเป็น 12,000 ลูก ในอีก 5 ปีข้างหน้า

รัสเซียผ่านร่างกฎหมายให้กองทัพปฏิบัติการนอกประเทศเพื่อปกป้องพลเรือน

สนข. Tass รายงานเมื่อ 13 พ.ค.69 ว่า สภาผู้แทนราษฎรรัสเซีย (สภาดูมา) มีมติเอกฉันท์อนุมัติร่างกฎหมายให้ประธานาธิบดีรัสเซียมีอำนาจสั่งการกองทัพรัสเซียในการปฏิบัติการทางทหารนอกประเทศเพื่อปกป้องพลเรือนรัสเซียในต่างประเทศ อาทิ กรณีถูกจับกุมหรือควบคุมตัว และถูกดำเนินคดีทางอาญาหรือภายใต้กฎหมายอื่นในศาลต่างประเทศ รวมถึงให้อำนาจสั่งการหน่วยงานของรัฐตามดุลยพินิจในการดำเนินมาตรการเพื่อปกป้องพลเรือนในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกัน โดยร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายใน 10 วันหลังประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน ลงนาม

คิวบาขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิง

เว็บไซต์ นสพ. The Guardian และ El País รายงานเมื่อ 14 พ.ค.69 อ้างนายบีเซนเต เด ลา โอ เลบี รมว.กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่คิวบา ยอมรับว่า คิวบาขาดแคลนน้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเชิง หลังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้าจากต่างประเทศล็อตสุดท้ายหมดแล้ว ส่วนระบบโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต เนื่องจากขาดพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงกรุงฮาวานา ไม่มีไฟฟ้าใช้เป็นเวลานาน 20- 22 ชม. ต่อวัน และสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คิวบาจะยังพยายามเจรจากับประเทศที่สามารถส่งออกเชื้อเพลิงให้คิวบาได้ แม้สหรัฐฯ ยังคงใช้มาตรการปิดล้อมและคว่ำบาตรด้านพลังงานต่อคิวบา