ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นตั้งแต่การปฏิบัติการทางทหารเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันส่งผลกระทบเชิงลบต่อสถานการณ์ความมั่นคงทั่วโลกในหลากหลายมิติ เนื่องจากมีการเผชิญหน้าด้วยอาวุธ การปฏิบัติการบ่อนทำลายความมั่นคงของคู่ขัดแย้งนอกพื้นที่ และในโลกไซเบอร์ รวมทั้งการใช้ความมั่นคงพลังงานเป็นข้อต่อรอง ปัจจุบัน การเจรจาสันติภาพยังไม่มีความคืบหน้า แม้ปากีสถานจะพยายามแสดงบทบาทผลักดันให้สหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผู้แทนไปเข้าร่วมหารือเงื่อนไขต่าง ๆ ระหว่างกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ยอมรับเงื่อนไขเรื่องการยุติโครงการนิวเคลียร์ ทำให้ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญผลกระทบด้านความมั่นคงในระยะยาว ผลกระทบด้านความมั่นคงอย่างน้อย 3 มิติ ที่เป็นผลจากสงครามและความยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้แก่ 1) ผลกระทบด้านการขนส่งพลังงาน และสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก โดยเฉพาะต่อเอเชีย ปัจจุบันกลายเป็น “พื้นที่สงคราม” เนื่องจากสหรัฐฯ กับอิหร่านปิดล้อมและโจมตีเรือที่แล่นผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั่วโลกมีมุมมองว่าความไม่มั่นคงปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากจะทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนพลังงาน และราคาน้ำมันทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดปัญหาห่วงโซ่อุปทานการขนส่งสินค้า เฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมี ที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมและผลิตอาหาร ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ดังนั้น สถานการณ์นี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาขาดแคลนอาหารและการแย่งชิงทรัพยากรในอนาคต 2) ผลกระทบด้านการเผยแพร่อุดมการณ์หัวรุนแรงและความเกลียดชัง โดยสงครามครั้งนี้ ประกอบกับกรณีอิสราเอลปฏิบัติการทหารในฉนวนกาซา ตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ทำให้เกิดกรณีบุคคลและกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจนโยบายของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งประเทศอื่น ๆ…