แก๊งสแกมเมอร์ย้ายฐานไปเคลื่อนไหวในศรีลังกา

แก๊งสแกมเมอร์ที่ถูกกวาดล้างจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่งจากกัมพูชา และเมียนมากำลังย้ายฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ ไปยังศรีลังกา เนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อต่อการทำธุรกิจหลอกลวง ทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ต  การให้วีซ่าเข้าประเทศ และลักษณะทางกายภาพ เช่น อาคารสถานที่ และโรงแรม  อย่างไรก็ดี ฐานการปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ในศรีลังกาเป็นเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นและศรีลังกากำลังกวาดล้างอย่างหนัก ซึ่งจีนก็ให้การสนับสนุน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ในการดำเนินธุรกิจในศรีลังกา ตั้งแต่ต้นปี 2569 ศรีลังกาจับกุมชาวต่างชาติในข้อหาการหลอกลวงออนไลน์ มากกว่า 1,000 ราย เพิ่มจากปี 2567 ที่ตลอดปีมีเพียง 430 ราย และเมื่อ มีนาคม 2569 จับกุมได้กว่า 134 ราย ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน รวมทั้งมีชาวเมียนมา และไต้หวัน พร้อมยึดอุปกรณ์ทางที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่อ เช่น โทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์  นอกจากนี้ เมื่อกลาง พฤษภาคม 2569   จับกุมชาวต่างชาติได้อีก 198 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวอินเดียซึ่งเป็นการจับกุมขนาดใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ ตุลาคม 2567 ที่จับกุมคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนได้ 230 คน แก๊งสแกมเมอร์หลอกลวงในศรีลังกาในขณะนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศในเอเชีย เช่น…

ผู้นำสูงสุดเวียดนามพร้อมคณะฯ จะเยือนไทยระหว่าง 27-29 พ.ค.69

พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม พร้อมภริยา และคณะผู้นำระดับสูง จะเยือนไทยอย่างเป็นทางการระหว่าง 27-28 พ.ค.69 ตามคำเชิญของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. เป้าหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ทั้งนี้ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเวียดนามในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยการค้าระหว่างกันเมื่อปี 2568 มีจำนวน  22,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากเมื่อปี 2567 และมีชุมชนชาวเวียดนาม ในไทยมากกว่า 100,000 คน

กัมพูชาย้ำการคุ้มครองพลเรือนในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

นาย Keo Chhea ผู้แทนถาวรกัมพูชาประจำสหประชาชาติ กล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายทั่วไปของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เมื่อ 21 พ.ค.69 ในหัวข้อการคุ้มครองพลเรือนในความขัดแย้งทางอาวุธ (Protecting Civilians in Armed Conflict) โดยย้ำหลักการและความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และการคุ้มครองพลเรือนในทุกความขัดแย้งทางอาวุธ นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในกัมพูชาว่าการกระทำอันเป็นการรุกรานโดยไม่มีเหตุอันสมควรเมื่อ ก.ค.68 และ ธ.ค.68 ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรง  พลเรือนมากกว่า 649,000 คนต้องเป็นผู้พลัดถิ่น บ้านเรือนและทรัพย์สินถูกทำลาย รวมถึง ปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลกของ UNESCO ก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีในครั้งนี้

รัสเซียเรียกร้องให้ UNSC ประชุมฉุกเฉินกรณียูเครนโจมตีมหาวิทยาลัยในแคว้นลูฮันสค์

สนข.TASS รายงานเมื่อ 22 พ.ค.69 ว่า ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ระบุถึงกรณี ยูเครนใช้โดรนโจมตีหอพักนักศึกษา บริเวณมหาวิทยาลัยในเมือง Starobelsk แคว้นลูฮันสค์วันเดียวกันว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เพราะไม่มีเป้าหมายทางทหารในพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 39 คน และสูญหาย 15 คน  พร้อมทั้งร้องขอคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้จัดประชุมฉุกเฉินหารือการโจมตีดังกล่าว ขณะที่วาระการจัดประชุมฉุกเฉิน UNSC เมื่อ 23 พ.ค.69  ไม่มีข้อมติในประเด็นนี้  ขณะที่ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหา และอ้างว่ารัสเซียไม่มีหลักฐาน อีกทั้งรัสเซียไม่อนุญาตให้คนกลางเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบ ส่วนท่าทีประเทศมหาอำนาจ ที่สำคัญคือ จีนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการใช้กำลัง และมุ่งเจรจาเพื่อยุติสงคราม และสหรัฐฯ เรียกร้องให้รัสเซียเปิดพื้นที่ให้องค์การระหว่างประเทศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ลาออกจากตำแหน่ง

นางทูลซี แกบบาร์ด ผอ.ข่าวกรองแห่งชาติของสหรัฐฯ (DNI) ลาออกจากตำแหน่งเมื่อ 23 พ.ค.69 เพื่อดูแลสามีที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูก โดยนายอารอน ลูคัส รอง DNI (อายุ 55 ปี/2569) จะรักษาการในตำแหน่ง DNI   ทั้งนี้ มีกระแสวิจารณ์ในสื่อว่า การลาออกของนางแกบบาร์ดเป็นผลจากแนวคิดของนางแกบบาร์ดที่แตกต่างจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการแทรกแซงหรือการใช้กำลังทางทหารในต่างประเทศ  ส่วนนายลูคัสเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศและมีประสบการณ์ด้านข่าวกรองกว่า 20 ปี จากการเป็นอดีตผู้เชี่ยวชาญสถาบันคลังสมอง Cato Institute รวมทั้ง จนท.ฝ่ายปฏิบัติการและฝ่ายวิเคราะห์วิจัยของ CIA  และรอง ผอ.ฝ่ายรัสเซียและยุโรป สภาความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ห้วงดำรงตำแหน่งสมัยแรก