![]()

ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่เริ่มต้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ทำให้ในเวทีระหว่างประเทศ ให้ความสนใจ และติดตามบทบาทของปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศในเอเชียใต้ มากขึ้น จากการที่มีบทบาทโดดเด่นมากด้วยการเป็นตัวกลางในการเจรจาทั้งสองฝ่าย และจนถึงต้น มิถุนายน 2569 ปากีสถานก็ยังคงดำเนินบทบาทดังกล่าว เพื่อทำให้เกิดการเจรจาสันติภาพขึ้นระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
บทวิเคราะห์นี้จะช่วยให้เข้าใจบทบาทและความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของปากีสถานมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งมีการวิเคราะห์กันว่า บทบาทของปากีสถานในการเป็นตัวกลางส่งเสริมการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ สอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนที่ต้องการรักษาเสถียรภาพในตะวันออกกลาง เนื่องจากจีนพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยอิหร่านถือเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานสำคัญของจีน ขณะที่น้ำมันส่งออกของอิหร่านส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ที่จีน
ปากีสถานเป็นประเทศจุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ในหลายภูมิภาคพร้อมกัน ด้วยการเป็นตัวเชื่อมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง เนื่องจากมีทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าและพลังงานสำคัญ ส่งผลให้มหาอำนาจอย่างจีนและอินเดียให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อปากีสถานอย่าง โดยจีนและปากีสถานมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิด ขณะที่อินเดียและปากีสถานมีความขัดแย้งเชิงประวัติศาสตร์ ปากีสถานยังเผชิญแรงกดดันด้านความมั่นคงจากภัยคุกคามของกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ชายแดนอัฟกานิสถาน ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศอย่างมาก
สำหรับอิทธิพลของจีนในปากีสถาน โครงการ China-Pakistan Economic Corridor (CPEC) เป็นตัวอย่างการขยายอิทธิพลของจีนในปากีสถานด้วยการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ โดยโครงการ CPEC ซึ่งเป็นโครงการหลักใน Belt and Road Initiative หรือ BRI ของจีน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของปากีสถาน แต่ขณะเดียวกันก็ตอบสนองยุทธศาสตร์ของจีนควบคู่ไปด้วย ด้วยการช่วยเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ในการเข้าถึงมหาสมุทรอินเดียและทะเลอาหรับ รวมทั้งลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาเพียงด้านเดียว
อย่างไรก็ดี การขยายอิทธิพลของจีนก่อให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อปากีสถาน โดยเฉพาะในประเด็นหนี้สิน และความเป็นอิสระในการกำหนดนโยบายของปากีสถานในระยะยาว รวมทั้งความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างเช่นอินเดีย เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการ CPEC บางส่วนพาดผ่านพื้นที่พิพาท ซึ่งอินเดียมองว่ากระทบต่ออธิปไตย ส่งผลให้อินเดียต้องตอบโต้ และเพิ่มมาตรการด้านความมั่นคงของตนเอง จึงทำให้เกิด “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง (security dilemma)” ระหว่างสองประเทศ เพราะในทางย้อนกลับ ปากีสถานก็ต้องเสริมสร้าง และเพิ่มความร่วมมือกับจีนและพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร เพื่อรองรับแรงกดดันดังกล่าวจากอินเดีย
ยุทธศาสตร์ของปากีสถานจึงมีลักษณะเป็นการรักษาสมดุลเชิงยืดหยุ่นแบบเอนเอียง (asymmetric hedging) ไปทางจีน เพื่อให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงจากโครงการ CPEC ขณะเดียวกัน ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และอิหร่าน เพื่อคงความยืดหยุ่นเชิงนโยบายและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการพึ่งพาฝ่ายเดียว โดยเฉพาะในบริบทตะวันออกกลาง ด้วยปัจจัยนี้ ทำให้ปากีสถานมีบทบาทเป็นตัวกลางเชิงยุทธศาสตร์แบบไม่เป็นทางการที่เอื้อช่องทางการสื่อสาร (backchannel) ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ในวิกฤตตะวันออกกลางที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
อย่างไรก็ดี การลงทุนของจีนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่การให้เงินกู้ และการพัฒนาโครงการ CPEC ซึ่งช่วยให้จีนเพิ่มการเข้าถึงท่าเรือและเส้นทางพลังงาน ทำให้จีนมีแนวโน้มฝังตัวในระบบเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของปากีสถานในระยะยาว ขณะที่อินเดียก็ต้องเสริมสร้างกำลังทหารตามแนวชายแดน เพื่อปกป้องภัยคุกคามจากปากีสถาน ควบคู่ไปกับขยายความร่วมมือกับประเทศในกรอบอินโด-แปซิฟิก เฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐฯ เพื่อถ่วงดุลจีน ส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดียมีแนวโน้มยืดเยื้อ ซับซ้อน และยากต่อการคลี่คลายในระยะยาว
แม้สถานการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ว่า ปากีสถานเป็นพื้นที่รองรับอิทธิพลของจีน แต่เป็นตัวแสดงเชิงรุกที่ใช้ความสัมพันธ์กับจีน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง โดยจีนมีบทบาทนำเชิงโครงสร้างผ่านการสร้างเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงเชิงระบบที่เอื้อต่อการพึ่งพาและการปรับนโยบายของปากีสถานในระยะยาว แต่หากปากีสถานประสบความสำเร็จในการเป็นตัวกลางให้เกิดการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จนช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ ก็อาจส่งผลให้ปากีสถานมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และน้ำหนักทางการทูตเพิ่มขึ้นในสายตาจีน เนื่องจากเสถียรภาพของภูมิภาคดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงด้านพลังงานและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน







