![]()

การกวาดล้างของอาชญากรรมออนไลน์ในกัมพูชาของรัฐบาลยังไม่ทำให้อาชญากรรมออนไลน์ หรือธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา หมดไป โดยประเด็นนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในรายงานที่ชื่อว่า “Falling Through the Cracks: Cambodia’s “Crackdown” on Scamming Compounds” ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International-AI) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเผยแพร่ เมื่อ 8 มิถุนายน 2569 ซึ่งเนื้อหาสำคัญระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาล้มเหลวในการกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ (Scam Compounds) ในกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2568
ข้อมูลรายงานของ AI ดังกล่าว ได้มาจากการสัมภาษณ์เหยื่อระหว่าง กรกฎาคม 2568-เมษายน 2569 จำนวน 16 ประเทศ (เช่น บังกลาเทศ และจีน) ที่รอดชีวิตจากการกวาดล้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ จำนวน 73 แห่ง นอกจากนี้ รัฐกวาดล้างศูนย์หลอกลวงฯ ได้เพียงส่วนน้อย เพียง 24 แห่ง จากตรวจพบ 86 แห่ง และกว่าร้อยละ 70 ไม่ได้รับผลกระทบจากปฏิบัติการกวาดล้างดังกล่าว ทั้งนี้ เหยื่อถูกทำร้าย กักขัง และบางรายถูกข่มขืน แต่ไม่ได้เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ตามมาตรฐานสากล
รายงานดังกล่าว ยังระบุถึงการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาลกัมพูชาในการกวาดล้างธุรกิจสแกมเมอร์ในกัมพูชา เช่น การสมรู้ร่วมคิดระหว่างตำรวจกับผู้บริหารศูนย์หลอกลวงฯ ทำให้ผู้กระทำผิดหลบหนีการจับกุมได้ จากการได้รับการแจ้งล่วงหน้า และรัฐบาลกัมพูชาไม่เปิดเผยข้อมูลการปราบปราม แม้อ้างว่าปิดศูนย์หลอกลวงไปแล้วกว่า 200 แห่ง อย่างไรก็ดี รัฐบาลกัมพูชาออกมาตอบโต้รายงานของ AI ทันทีว่า มีความจริงจัง และตั้งใจในการกวาดล้างธุรกิจสแกมเมอร์ในประเทศ
นอกจากรายงานของ AI แล้ว ยังมีการอ้างนักวิเคราะห์ขององค์การตำรวจสากล (International Criminal Police Organization-INTERPOL) และจาก Centre for Strategic and International Studies ซึ่งเป็นสถาบันทางวิชาการของสหรัฐฯ ที่เชื่อว่า หลังจากศูนย์หลอกลวงฯ ของกัมพูชาถูกกวาดล้างเมื่อปี 2568 ศูนย์ขนาดใหญ่ได้กระจัดกระจายเป็นศูนย์เล็ก ๆ กระจัดกระจาย ซึ่งบางแห่งอยู่ตามที่พักอาศัย ตามบริเวณชายแดน ทำให้ยากต่อการกวาดล้าง ซึ่งหากไม่มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์ก็เสี่ยงที่การหลอกลวงทางออนไลน์จะกลับมาอีก พร้อมกับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์
ทั้งนี้ ไทยยังคงเป็นทางผ่านของธุรกิจการหลอกลวงทางออนไลน์ และการค้ามนุษย์ ซึ่งไทยก็พยายามกวาดล้างอย่างหนัก และกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับมีคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยเริ่มประชุมครั้งที่ 1/ 2569 เมื่อ 5 มิถุนายน 2569 และเมื่อ 6 มิถุนายน 2569 ไทยได้ร่วมมือกับญี่ปุ่นจับกุมนายซาซากิ สัญชาติญี่ปุ่น หัวหน้ากลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในเมืองปอยเปต กัมพูชา และเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่ได้หลบเข้ามาพำนักในไทยพร้อมครอบครัว







