กัมพูชาขอให้ปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผ่านชายแดนทางบกด้านติดไทย

ถ้อยแถลงและโพสต์เฟซบุ๊กส่วนบุคคลของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและรักษาการประมุขรัฐกัมพูชาเมื่อ 13 มิ.ย.69 ืเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการปราบปรามการลักลอบขนส่งสินค้าผ่านชายแดนทางบกกัมพูชา-ไทย ซึ่งปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2568 สินค้าที่นำเข้ามาจึงถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่มี จนท.และผู้ประกอบการเข้าใจผิด จงใจบิดเบือน รวมถึงละเมิด ทำให้มีสินค้าไทยวางจำหน่ายในตลาดกัมพูชา บางส่วนเป็นสินค้าใหม่ที่ผลิตในปี 2569 พร้อมกับขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง โดยดูวันหมดอายุ ส่วนการเดินทางและขนส่งทางอากาศและทางน้ำระหว่างกัมพูชากับไทย ยังดำเนินการตามปกติ และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานศุลกากร

ญี่ปุ่นจะจัดสรรงบประมาณจัดทำมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติ

สนข. NHK รายงานเมื่อ 13 มิ.ย.69 ว่าทุกจังหวัดของญี่ปุ่น (47 จังหวัด) มีแผนใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 5,500 ล้านเยน (ประมาณ 1,137 ล้านบาท) ในปีงบประมาณ 2569 (1 เม.ย.69-31 มี.ค.70) เพื่อดึงดูดแรงงานต่างชาติด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การจัดงานมหกรรมแรงงาน การให้เงินช่วยเหลือในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นและซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และการให้เงินช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาต่างชาติ การจัดทำมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติดังกล่าวมีขึ้นในห้วงที่แรงงานต่างชาติมีความสำคัญมากขึ้นทั่วญี่ปุ่น จากการที่บริษัทเอกชนล้มละลายมากขึ้น เนื่องจากประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง

เจ้าหญิงแอนน์ แห่งสหราชอาณาจักรเสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเกาหลี และไทย

สำนักพระราชวังบัคกิงแฮมเผยแพร่แถลงการณ์ เมื่อ 10 มิ.ย.69 ว่า เจ้าหญิงแอนน์ พระขนิษฐาในสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 พร้อมด้วย พล.ร.ท. เซอร์ทิม ลอเรนซ์ พระสวามี จะเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐเกาหลี ใน 13-15 ก.ค.69 จากนั้นจะเสด็จเยือนไทยใน 16-17 ก.ค.69  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจทางการทูตของราชวงศ์อังกฤษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ ระหว่างเสด็จฯ เยือนเกาหลีใต้ เจ้าหญิงแอนน์จะเสด็จไปเข้าร่วมพิธีรำลึกวาระครอบรอบ 75 ปี ยุทธการแม่น้ำอิมจิน ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญของสงครามเกาหลีที่ทหารอังกฤษมีบทบาท ขณะที่ ระหว่างเสด็จเยือนไทย จะทรงเยี่ยมและทอดพระเนตรการดำเนินงานของโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ที่ได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กแห่งประเทศไทย จากนั้นจะได้พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม.เฝ้าทูลละอองพระบาท ณ ทำเนียบรัฐบาล รวมถึง จะเสด็จไปทรงเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

UNHCR ให้ไทยเป็นต้นแบบการบริหารจัดการปัญหาผู้อพยพ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เห็นว่าการบริหารจัดการกับผู้ลี้ภัยของไทย เฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิง ได้รับการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย จะเป็นต้นแบบในการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยระยะยาวให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวของไทยจะเกิดขึ้นจากความจำเป็นที่ได้รับผลกระทบที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 2.0 มีนโยบายตัดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับกัมพูชาบริเวณชายแดนทำให้ระงับการนำเข้าแรงงานจากกัมพูชาทั้งหมด นาย Raouf Mazou ผู้ช่วย UNHCR ให้สัมภาษณ์ เมื่อ 9 มิถุนายน 2569 ว่า นโยบายของไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในค่ายพักพิงตามแนวชายสามารถทำงานได้ จะเป็นต้นแบบให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บังกลาเทศ และมาเลเซีย รวมทั้งทำให้เกิดผลดีต่อระบบเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมาย และตั้งแต่รัฐบาลเริ่มดำเนินโครงการเมื่อตุลาคม 2568 มีผู้ลี้ภัยมากกว่า 5,500 คน ได้รับการจ้างงานแล้ว ซึ่ง UNHCR คาดว่าอาจมีผู้ลี้ภัยอีก 10,000–20,000 คน จะมีโอกาสได้งานทำในปี 2570 นาย Mazou ยังเห็นว่า ไทยดำเนินมาตรการคุ้มครองสิทธิแรงงานของผู้ลี้ภัย เช่น ค่าจ้างแรงขั้นต่ำ  ด้านการรักษาพยาบาล และการออกบัตรประจำตัว แต่ก็เห็นว่ายังมีข้อจำกัด เช่น เสรีภาพในการเดินทาง และการปรับตัวจากการที่ใช้ชีวิตที่ค่ายพักพิงมาเป็นเวลานาน ดังนั้น เห็นว่าไทยควรสนับสนุนให้แรงงานเหล่านี้…