การแพร่ระบาดของโรคอีโบลาในสาธารณรัฐคองโกอาจรุนแรงขึ้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคประจำภูมิภาคแอฟริกา (CDC) เมื่อ 16 มิถุนายน 2569 เตือนว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐคองโก อาจรุนแรงขึ้น เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อโรคจำนวนมากยังไม่ได้รับการรักษาหรือระบุตัวตน ทำให้สถานการณ์เสี่ยงเข้าสู่ภาวะเลวร้าย พร้อมกันนี้ นาย Jean Kaseya แพทย์และผู้อำนวยการ CDC ประจำภูมิภาคแอฟริกาเตือนว่าหากสถานการณ์ในสาธารณรัฐคองโกไม่ได้รับการแก้ไข อาจมีการแพร่ระบาดรุนแรงในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เหมือนเหตุการณ์โรคระบาดระหว่างปี 2557-2559 ที่เชื้อโรคอีโบลาแพร่ระบาดในกีนี ไลบีเรีย และซีราลิโอน จนทำให้มีผู้เสียชีวติมากกว่า 11,000 คน สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐคองโกสร้างความกังวลให้องค์กรระหว่างประเทศ เนื่องจากมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อโรคและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 15 พฤษภาคม-15 มิถุนายน 2569 นอกจากนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) แสดงความกังวลกรณีพบว่าประชากรเสี่ยงติดเชื้อโรคกระจายตัวออกไปยังพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น ทั้งในพื้นที่เมือง ชนบท และพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความมั่นคงอ่อนไหว หรือมีการสู้รบระหว่างกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่ ทำให้แพทย์และหน่วยงานด้านสาธารสุขไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือให้ความช่วยเหลือได้ ความขัดแย้งในพื้นที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เสี่ยงทำให้สถานการณ์โรคระบาดรุนแรง ที่ผ่านมา สาธารณรัฐคองโกเผชิญปัญหาความขัดแย้ง การก่อเหตุรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ ที่มีกลุ่มต่อต้านรัฐบาล หรือกลุ่ม M23 เคลื่อนไหวเพื่อยึดพื้นที่ปกครองทางการเมืองจากรัฐบาล…

สงครามอิหร่านสะท้อนความเปราะบางด้านพลังงานและความยืดหยุ่นของไทย

Nikkei Asia ของญี่ปุ่น เผยแพร่บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อตลาดพลังงาน โดยเฉพาะต่อไทยซึ่งมีความต้องการใช้ก๊าซ LNG มากขึ้น และเป็นผู้นำเข้าก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. แต่ไทยเริ่มวางรากฐานระบบจัดการพลังงานที่ยืดหยุ่นตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม จึงสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและรักษาปริมาณการนำเข้าพลังงานได้ โดยวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความจำเป็นของความยืดหยุ่นในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อตอบสนองต่อการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ประเด็นหารือในที่ประชุมสุดยอดกลุ่ม G7

ฝรั่งเศสเป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ระหว่าง 15-17 มิถุนายน 2569 ที่เมือง Évian-les-Bains โดยได้ต้อนรับและพบหารือกับผู้นำประเทศสมาชิก รวมทั้งประเทศที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ประเด็นสำคัญที่สมาชิกกลุ่ม G7 หารือร่วมกัน ได้แก่ สถานการณ์อิหร่าน สงครามรัสเซีย-ยูเครน และแนวทางร่วมกันรับมือกับสถานการณ์โลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน ทั้งนี้ ฝรั่งเศสและสมาชิกกลุ่ม G7 รวมทั้งประเทศหุ้นส่วนของกลุ่ม ได้แก่ เกาหลีใต้ อินเดีย บราซิล อียิปต์ และเคนยา เห็นพ้องว่าปัจจุบัน ทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล ระเบียบโลกที่อ่อนแอ และความช่วยเหลือระหว่างประเทศที่ลดลง นอกจากนี้ กลุ่ม G7 ให้คำมั่นระหว่างกันว่าจะยังคงให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ไขวิกฤตความมั่นคงด้านพลังงาน ผู้นำฝรั่งเศสใช้การประชุมกลุ่ม G7 ครั้งนี้ เพิ่มพูนบทบาทของฝรั่งเศสในเวทีโลกอย่างน้อย 7 ด้าน ได้แก่ 1) ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ 2) ส่งเสริมความร่วมมือที่มีลักษณะยุติธรรม 3) ทำให้อุตสาหกรรมแร่หายากมั่นคง 4) ปกป้องสิทธิเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ 5) ต่อต้านการค้ายาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ 6)…

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุถึงประเด็นสำคัญในการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมผู้นำ G7 ที่ฝรั่งเศสระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ระบุว่าไม่ยินยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียรฺ พร้อมเห็นว่า นรม.อิสราเอลว่า ควรมีความรับผิดชอบมากขึ้นต่อสถานการณ์ในเลบานอน  นอกจากนี้ แจ้งต่อ ประธานาธิบดียูเครนว่าสนับสนุนการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามยูเครนโดยเร็ว ด้วยการเจรจากับรัสเซีย แต่ขู่จะเก็บภาษีไวน์จากฝรั่งเศส ร้อยละ 100 เพื่อตอบโต้ฝรั่งเศสที่เรียกเก็บภาษีบริการดิจิทัลกับบริษัท  BigTech ของสหรัฐฯ และขู่แคนาดาว่า จะไม่ต่ออายุข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) ที่จะสิ้นสุดการบังคับใช้ใน 1 ก.ค.69 รวมถึงการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาอีกร้อยละ 10

ไทยแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้และเยอรมนี ร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับกัมพูชา

สื่อมวลชนต่างประเทศให้ความสนใจรายงานสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา โดยเมื่อ 17 มิถุนายน 2569 รายงานกรณีกระทรวงการต่างประเทศของไทยประกาศแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้และเยอรมนี ให้เป็นผู้สนับสนุนฝ่ายไทยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเส้นเขตแดนทางทะเลกับกัมพูชา โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย สำหรับผู้เชี่ยวชาญจากแอฟริกาใต้ คือ นาย Albert Hoffmann ผู้เชี่ยวขาญด้านกฎหมายทางทะเล ส่วนผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนี คือ นาย Rudiger Wolfrum อดีตประธานกรรมการของศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ โดยการเสนอและแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของฝ่ายไทย หลังจากฝ่ายกัมพูชาตัดสินใจเมื่อต้น มิถุนายน 2569 เสนอให้ไทยกับกัมพูชาทำกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างกัน หรือ compulsory conciliation process ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ฝ่ายไทยยืนยันว่าการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว หรือกระบวนการประนอมภาคบังคับ จะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายและแยกออกจากประเด็นอธิปไตยเหนือดินแดนอื่น ๆ พร้อมย้ำว่าไทยต้องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาด้วยสันติวิธี และให้ลอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กัมพูชาแต่งตั้งนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนฝ่ายกัมพูชาในกระบวนการดังกล่าว ร่วมกันผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่รัฐบาลกัมพูชาคัดเลือก และนาย Peter Taksøe-Jensen นักการทูตชาวเดนมาร์ก รวมทั้งนาย Jean-Marc Thouvenin นักวิชาการชาวฝรั่งเศส กระบวนการกระบวนการประนอมภาคบังคับจะต้องจัดการหารือกันภายใน…

อิหร่านไม่พอใจกรณีอิสราเอลโจมตีเลบานอน แนวโน้มการทำข้อตกลงสันติภาพ

แนวโน้มการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มเผชิญความไม่แน่นอน หลังจากมีรายงานเมื่อ 16 มิถุนายน 2569 ว่า อิสราเอลปฏิบัติการโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ทำให้อิหร่านไม่พอใจอย่างมาก พร้อมย้ำว่าข้อตกลงของสหรัฐฯ กับอิหร่านจะต้องครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทหารในเลบานอน ตลอดจนโจมตีอิสราเอลว่าเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงทุกครั้ง และยังขู่อิสราเอลว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากมีการโจมตีอีก ท่าทีดังกล่าวทำให้ทั่วโลกวิตกว่าความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-กลุ่มติดอาวุธในเลบานอน จะเป็นอุปสรรคต่อการจัดทำข้อตกลงระดับ MoU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่จะลงนามกันใน 19 มิถุนายน 2569 รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่าอิหร่านจะเข้าร่วมกระบวนการจัดทำข้อตกลงและการลงนาม เนื่องจากอิหร่านได้รับผลกระทบจากสงครามเช่นกัน พร้อมทยอยเปิดเผยสาระสำคัญของข้อตกลง ได้แก่ เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับไปเป็นเส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยตามปกติ อิหร่านต้องไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และอิหร่านต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างต่อเนื่อง เพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากนี้ สื่อมวลชนสหรัฐฯ รายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ โน้มน้าวจีนให้กดดันอิหร่าน เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นอันดับแรก แม้ว่ากระบวนการเจรจาและจัดทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีความต่อเนื่อง แต่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังมีมุมมองเชิงลบต่ออิหร่าน และประเมินว่าอิหร่านอาจเป็นฝ่ายได้เปรียบในช่วงที่เนื้อหาข้อตกลงยังไม่แน่นอน รวมทั้งมีความพร้อมที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการทำสงคราม นอกจากนี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ยังประเมินว่าอิหร่านใช้ประโยชน์จากประสบการณ์ในความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ การสามารถปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคได้ เป็นยุทธศาสตร์ด้านการทหารสำคัญที่จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ตลอดจนอาจพิจารณาสั่งการให้กลุ่ม Houthis ซึ่งเป็นกองกำลังติดอาวุธในเยเมน ปฏิบัติการทางหารเพื่อปิดช่องแคบ Bab-el-Mandeb ได้อีกด้วย…

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมยกระดับกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในโลกปัจจุบันก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก ทำให้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต ได้ง่ายกว่าอดีต อีกทั้งมีตัวเลือกเพิ่มมากขึ้น ขณะที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมีความเร็วและเสถียรมากขึ้น อีกทั้งมีโครงข่ายครอบคลุมกว่าในอดีต เทคโนโลยีดังกล่าวมีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในการทำงาน หรือใช้เพื่อความบันเทิง และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือสื่อสังคมออนไลน์ (Social media) ที่คนทั่วโลกใช้ในการติดต่อสื่อสารกับคนรู้จัก เพื่อน หรือครอบครัว รวมทั้งติดตามข่าวสาร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม Social media ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ ซึ่งในบางครั้งก็มีผู้ใช้งานบางส่วนนำแพลตฟอร์มเหล่านี้ไปใช้งานในรูปแบบที่ผิดวัตถุประสงค์ หรือใช้ในการกระทำความผิด จึงทำให้เกิดเป็นปัญหาท้าทายที่รัฐบาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต้องเผชิญ โดยรัฐบาลแต่ละประเทศก็มีนโยบายควบคุม Social Media เข้มงวดมากน้อยแตกต่างกันไป วันนี้ The Intelligence จะพาไปดูนโยบายการควบคุม Social Media ของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งในทวีปยุโรป ว่าเป็นอย่างไร เข้มงวดมากน้อยแค่ไหน มีที่มาที่ไปหรือหลักคิดอย่างไร มาติดตามรับฟังกันได้ที่ The Intelligence Podcast ตอน “รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมยกระดับกฎหมายควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน”

สหราชอาณาจักรควบคุมภัยคุกคามจากสื่อออนไลน์

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน โดยประกาศเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเสนอและผลักดันให้รัฐสภาเห็นชอบกฎหมายการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในสหราชอาณาจักรก่อนปลายปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะยกระดับการป้องกันภัยคุกคามและอันตรายต่อเยาวชน ทั้งนี้ มาตรการของสหราชอาณาจักรจะเข้มงวดมากกว่ามาตรการที่ออสเตรเลียและสเปนบังคับใช้ เนื่องจากจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสด การสนทนากับคนแปลกหน้า หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานระหว่างกัน ดังนั้น มาตรการของสหราชอาณาจักรจะส่งผลให้เยาวชนไม่สามารถมีบัญชีใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก เช่น Snapchat, TikTok, YouTube, Instagram, Facebook และ X รวมทั้งแพลตฟอร์มเกมออนไลน์บางประเภท สหราชอาณาจักรจะใช้มาตรการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของปัญหาการคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสพติดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เกิดปรากฏการณ์เชื่อในข้อมูลประเภท Echo Chamber และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อกลุ่มอาชญากรรม สมาคมปกป้องสิทธิเยาวชนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อการปกป้องความปลอดภัยของเยาวชน พร้อมเสนอให้มีการบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้รัฐบาลกดดันและร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หรือกลุ่ม Big Tech ให้มีส่วนสำคัญในการคัดกรองเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมการใช้อัลกอริทึ่ม ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทการสนทนา เกม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งเพิ่มมาตรการปกป้องผู้ใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้บริการในการป้องกันตนเอง…

จีนเตือนกลุ่ม G7 ไม่ให้กีดกัดทางการค้ากับจีน

นสพ. China Daily เผยแพร่บทบรรณาธิการเมื่อ 15 มิ.ย.69 วิจารณ์นโยบายของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ หรือ G7 เพื่อเตือนผู้นำกลุ่ม G7 ที่กำลังประชุมระดับผู้นำที่ฝรั่งเศส ระหว่าง 15-17 มิ.ย.69 ให้ยุติการกีดกันทางการค้าและการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลกผ่านวาทกรรม “การลดความเสี่ยง” (De-risking) และข้ออ้างเรื่องความไม่สมดุลทางการค้า ซึ่งจีนมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อระเบียบเศรษฐกิจโลก  G7 ควรปรับบทบาทเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกส่งเสริมและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและเปิดกว้างสำหรับทุกประเทศ  แทนการสร้างกลุ่มพันธมิตรขนาดเล็กเพื่อผูกขาดอำนาจในแบบเดิม ทั้งที่ปัจจุบันสัดส่วนรวม GDP ของกลุ่ม G7 ลดลงมากแล้วเหลือเพียงร้อยละ 44 ของโลก

ญี่ปุ่นคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน

ถ้อยแถลงของนางทาคาอิจิ ซานาเอะ นรม.ญี่ปุ่น เมื่อ 15 มิ.ย.69 ที่กรุงโรม อิตาลี หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างกันว่าในฐานะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวที่ได้รับความเสียหายจากระเบิดนิวเคลียร์ในสงคราม ญี่ปุ่นจึงคัดค้านโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯ และอิหร่านควรบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายโดยเร็ว รวมถึงปัญหานิวเคลียร์