![]()

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมออกกฎหมายควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในกลุ่มเยาวชน โดยประกาศเมื่อ 15 มิถุนายน 2569 ว่า รัฐบาลเตรียมเสนอและผลักดันให้รัฐสภาเห็นชอบกฎหมายการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในสหราชอาณาจักรก่อนปลายปี 2569 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2570 ซึ่งจะยกระดับการป้องกันภัยคุกคามและอันตรายต่อเยาวชน
ทั้งนี้ มาตรการของสหราชอาณาจักรจะเข้มงวดมากกว่ามาตรการที่ออสเตรเลียและสเปนบังคับใช้ เนื่องจากจะห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้มีการถ่ายทอดสด การสนทนากับคนแปลกหน้า หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานระหว่างกัน ดังนั้น มาตรการของสหราชอาณาจักรจะส่งผลให้เยาวชนไม่สามารถมีบัญชีใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์จำนวนมาก เช่น Snapchat, TikTok, YouTube, Instagram, Facebook และ X รวมทั้งแพลตฟอร์มเกมออนไลน์บางประเภท
สหราชอาณาจักรจะใช้มาตรการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากมีข้อมูลยืนยันว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันเป็นส่วนสำคัญของปัญหาการคุกคามทางไซเบอร์ ปัญหาสุขภาพ พฤติกรรมเสพติดเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ เกิดปรากฏการณ์เชื่อในข้อมูลประเภท Echo Chamber และเสี่ยงตกเป็นเหยื่อกลุ่มอาชญากรรม
สมาคมปกป้องสิทธิเยาวชนในสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยมีมุมมองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญต่อการปกป้องความปลอดภัยของเยาวชน พร้อมเสนอให้มีการบังคับใช้มาตรการอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้รัฐบาลกดดันและร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ หรือกลุ่ม Big Tech ให้มีส่วนสำคัญในการคัดกรองเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนรับผิดชอบในการควบคุมการใช้อัลกอริทึ่ม ทั้งในสื่อสังคมออนไลน์ประเภทการสนทนา เกม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมทั้งเพิ่มมาตรการปกป้องผู้ใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้บริการในการป้องกันตนเอง
ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลสหราชอาณาจักร ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลควรควบคุมผู้ใช้งาน หรือควบคุมผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์กันแน่!? …มาตรการนี้เป็นการปกป้องหรือลดทอนสิทธิเยาวชน!?…และมาตรการควบคุมอายุผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จะมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่!?
…ปัจจุบัน มีงานวิจัยและการศึกษาจำนวนมากที่ยืนยันได้ว่า เนื้อหาที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์หลายแพลตฟอร์ม ได้รับการพัฒนาและออกแบบให้มีลักษณะดึงดูดใจ เปรียบเหมือน “สารเสพติด” ที่ทำให้ผู้ใช้งานต้องการรับชมเนื้อหาเป็นระยะเวลานาน รวมทั้งมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน มีส่วนทำให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ มีปัญหาสุขภาพจิต และแสดงพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายมากขึ้น หลังจากเห็นตัวอย่างในสื่อสังคมออนไลน์จนเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติ ความท้าทายและภัยคุกคามในลักษณะนี้ ทำให้กลุ่มปกป้องสิทธิเด็กทั่วโลกร่วมกันเผยแพร่คำเตือนและกระตุ้นให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ตาม…การที่รัฐบาลหลายประเทศเน้นใช้มาตรการจำกัดอายุเยาวชนที่มีสิทธิใช้สื่อสังคมออนไลน์ มากกว่าการควบคุมเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เกิดประเด็นวิจารณ์ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ…
สมาคมผู้ปกครองในสหราชอาณาจักรบางส่วนวิตกกับมาตรการของรัฐบาล โดนมีมุมมองว่ามาตรการของรัฐบาลอาจไม่เพียงพอต่อการปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่อันตรายในสื่อสังคมออนไลน์ ซ้ำยังกังวลว่ามาตรการที่เข้มงวดของรัฐบาลอาจทำให้ปัญหาบานปลาย เพราะกลุ่มเยาวชนที่ไม่เห็นด้วย อาจหลีกเลี่ยงที่จะปฏิสัมพันธ์กับครอบครัวและไม่ไว้วางใจบุคคลในครอบครัวมากขึ้น เนื่องจากวิตกว่าจะถูกตรวจสอบการใช้สื่อสังคมออนไลน์ รวมทั้งเสี่ยงถูกหลอกให้ไปใช้เครือข่ายที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นอันตรายมากกว่า นอกจากนี้ ผู้ปกครองบางส่วนเปรียบเทียบมาตรการของรัฐบาลว่า “เป็นการรักษาอาการเจ็บป่วย ไม่ใช่แก้ไขต้นเหตุของโรคร้าย” โดยเชื่อว่า กลุ่ม Big Tech หรือบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ คือ ต้นเหตุของโรคร้ายที่แท้จริง และควรมีส่วนสำคัญในการรับผิดชอบเนื้อหาต่าง ๆ ดังนั้น มาตรการกดดันต่าง ๆ ควรนำไปใช้กับกลุ่ม Big Tech มากกว่าเยาวชนที่เป็นผู้บริโภค
ข้อกังวลของกลุ่มผู้ปกครองบางส่วน สอดคล้องกับความเห็นของกลุ่ม Amnesty International UK ซึ่งวิจารณ์มาตรการควบคุมสื่อสังคมออนไลน์ของรัฐบาลว่าเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่ารัฐบาลจะตระหนักเป็นอย่างดีว่าเยาวชนตกเป็นเหยื่อสื่อสังคมออนไลน์ และเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น แต่รัฐบาลกลับเลือก “จำกัดสิทธิเยาวชน” แทนที่จะจัดการกับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ที่ยังได้รับอนุญาตให้ออกแบบระบบและเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อเยาวชน นอกจากนี้ กลุ่ม Amnesty International UK เตือนว่ามาตรการควบคุมเยาวชนอาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากเยาวชนกลายเป็น “ปัญหา” ทั้งที่ปัญหาจริงมีต้นเหตุมาจากผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ที่ออกแบบโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน (Engagement-driven business model) ดังนั้น มาตรการนี้อาจทำให้เยาวชนเลือกใช้วิธีการที่ไม่ปลอดภัย เพื่อลักลอบเปิดบัญชีและใช้สื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ตรวจสอบและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ยากขึ้น
ประเทศอื่น ๆ เริ่มพิจารณาและให้ความสำคัญกับการควบคุมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่มเยาวชนเช่นกัน โดยออสเตรเลียเป็นประเทศแรกของโลกที่ออกมาตรการควบคุมการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี แม้จะมีรายงานว่าเยาวชนบางส่วนไม่เห็นด้วยและพยายามละเมิดมาตรการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้เครือข่ายตัวเสมือน (Virtual Private Network-VPN) หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ แต่ประเทศอื่น ๆ เช่น สเปน ฝรั่งเศส เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักรก็มีออสเตรเลียเป็นต้นแบบการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์และการปกป้องเยาวชนไม่ให้เป็นเหยื่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ ขณะเดียวกัน การเสนอและบังคับใช้มาตรการในลักษณะดังกล่าวเผชิญความท้าทายอย่างมาก นอกจากจะเสี่ยงขัดแย้งกับบริษัทผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์หรือกลุ่ม Big Tech ที่ทรงอิทธิพลในยุคดิจิทัลแล้ว ยังเสี่ยงผลักดันกลุ่มเยาวชนที่ต้องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้ไปใช้วิธีการผิดกฎหมาย และขาดการตรวจสอบ เพื่อลักลอบใช้สื่อสังคมออนไลน์
มาตรการควบคุมในลักษณะนี้ยังไม่ตอบสนองความต้องการของเยาวชนจำนวนมาก ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเชิงสร้างสรรค์ และจำเป็นต้องพึ่งพาสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางติดต่อปฏิสัมพันธ์กับบุคคล หรือกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้เยาวชน ตลอดจนค้นหาข้อมูลความรู้ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเยาวชนในยุคปัจจุบันที่มีโลกดิจิทัลเป็นพื้นที่แสดงตัวตน และบางส่วนมีโลกดิจิทัลเป็น “พื้นที่ปลอดภัย”
รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มจะผลักดันมาตรการควบคุมและคัดกรองการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อไป พิจารณาจากการที่เคยผลักดันกฎหมาย Online Safety Act สำเร็จเมื่อปี 2568 โดยมีหน่วยงาน Ofcom ทำหน้าที่ตรวจสอบเนื้อหาในสื่อออนไลน์อย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้….รัฐบาลอาจจะไม่ได้คาดหวังให้มาตรการดังกล่าวเป็น “สูตรสำเร็จ” ในการแก้ไขปัญหาได้ทันที แต่จะใช้มาตรการนี้กระตุ้นให้เยาวชน ผู้ปกครอง และผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ทบทวนการใช้สื่อดิจิทัลให้ปลอดภัย รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณเตือนเยาวชนให้เข้าใจถึงความเสี่ยงจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และสามารถแยกแยก รวมทั้งคัดเลือกเนื้อหาที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับวิถีชีวิตมากขึ้น …และ “บุคคลใกล้ชิด” หรือครอบครัว คือ ส่วนสำคัญที่จะปกป้องเยาวชนจากเนื้อหาที่เป็นอันตรายในสื่อสังคมออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ แนะนำให้เริ่มจากการให้ความสำคัญกับการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสื่อสังคมออนไลน์และเนื้อหาที่เยาวชนกำลังให้ความสนใจ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและประเมินความเสี่ยงร่วมกัน โดยวิธีการเบื้องต้นนี้อาจมีผลลัพธ์ที่ดีทั้งด้านการเฝ้าระวังอันตราย ควบคู่กับสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในโลกจริงให้เยาวชนยุคใหม่ด้วย







