![]()

ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกรายงาน เมื่อ 13 สิงหาคม 2569 ที่ชื่อว่า The Great Transshipment Scam กล่าวหาจีนโดยตรงว่าได้มีการดำเนินการปกปิดว่าสินค้าที่มีต้นกำเนิด (country of origin ) มาจากจีน เพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษีสินค้าที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยการใช้ประเทศที่ 3 สวมสิทธิ์ และมีเครือข่ายขนส่งสินค้าเงา (Shadow Transshipment Network) ระดับโลก การออกรายงานดังกล่าวนอกจากทำให้แนวโน้มความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีโอกาสจะปะทุสูงขึ้น และยังจะส่งกระทบต่อคู่ค้าของประเทศทั้งสองประเทศอีกด้วย
รายงานข้างต้นจัดให้ไทยอยู่ Tier 2 จากทั้งหมด 3 กลุ่ม ที่เชื่อมโยงกับสินค้าของจีนที่สงออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มจะทำให้สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (Customs and Border Protection -CBP) ของสหรัฐฯตรวจสอบสินค้าไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เข้มข้น และอาจถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่จีนจะใช้ไทยสวมสิทธิ์ เพราะ CBP จะมีมาตรการ “Detective Border” ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าเข้าสหรัฐฯ เพื่อตรวจสอบและสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายเข้าสหรัฐฯ หรือเก็บอัตราภาษีที่เหมาะสมต่อไป
ในรายงานฉบับข้างต้นของสหรัฐฯ พาดพิงไทยหลายประเด็น ได้แก่
– ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเครือข่ายของจีนที่สหรัฐฯ เรียกว่า Shadow Transshipment Network เพื่อส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เช่น มีสินค้าจาก กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ไปยังไทย และเวียดนาม
– เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายการผลิตสินค้าของจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร พลาสติก รองเท้า เครื่องนุ่งห่ม ชิ้นส่วน และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่ใช้วัตถุดิบหรือส่วนประกอบจากจีน
– จังหวัดอยุธยา และสมุทรปราการยังถูกระบุว่าเป็น “Ugly Sister City” สำหรับเมืองมินเนอาโพลิส และเมืองเซนต์พอล ที่จีนใช้การถ่ายลำสินค้า (transshipment) เพื่อส่งออกเทอร์โมสตัท (Thermostats) ไปสหรัฐฯ โดยเมืองมินเนอาโพลิส และเมืองเซนต์พอล (รัฐมินเนโซตา) ซึ่งเป็นฐานการผลิตเทอร์โมสตัทสำคัญของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบกับการดำเนินการดังกล่าวของจีน
สำหรับสาระสำคัญในรายงานดังกล่าวระบุว่า จีนจะใช้ประเทศที่ 3 จำนวน 38 ประเทศ ดำเนินการหลายวิธี เพื่อไม่ให้เห็นว่ามีต้นกำเนิดมาจากจีน โดยมี 2 วิธีหลัก ๆ ได้แก่ ปรับเปลี่ยนในการผลิตเล็ก ๆ น้อย ๆ (เช่น เปลี่ยนรสชาติ หีบห่อ ชื่อสินค้า) และปรับเปลี่ยนการขนส่ง (เช่น เปลี่ยนใบกำกับภาษี และเปลี่ยนเอกสารการส่งออก) สินค้าผิดกฎหมายดังกล่าวจากจีนส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ ประมาณ 40,000-303,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี เช่น จีนส่งสินค้าผ่านเม็กซิโก และแคนาดา เข้าสหรัฐฯ ซึ่งตามข้อตกลง United States-Mexico-Canada Agreement (USMCA) จะเสียภาษีต่ำมาก หรือไม่ถูกเรียกเก็บเลย
รายงานข้างต้นยังจัดกลุ่ม/ประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเป็นประเทศที่ 3 ที่จีนใช้เป็นฐาน หรือเกี่ยวข้องกับการสวมสิทธิ์สินค้าของจีนเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ด้วยการแบ่งตามระะดับความเสี่ยงและความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งมีทั้งหมด 38 ประเทศ/กลุ่ม ได้แก่
– Tier 1 (มีปริมาณสินค้าเชื่อมกับจีนในระดับสูง มีฐานการผลิตสินค้าที่หลากหลาย และมีการส่งออกไปสหรัฐฯ) ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินเดีย เม็กซิโก แคนาดา สหภาพยุโรป และอิสราเอล
– Tier 2 (มีการส่งผ่านสินค้าที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่สินค้าของจีน และเส้นทางขนส่งกับจีนในปริมาณสูง ) ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย บราซิล และตุรกี
– Tier3 (เป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็ก มีปริมาณการส่งผ่านสินค้า ต่ำกว่าประเทศในกลุ่มอื่น แต่มีปัจจัยที่เอื้อให้จีนจะมาใช้ตัวเลือกนี้ เช่น มีค่าจ้างแรกงานที่ถูก เป็นเขตการค้าเสรี และได้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ มี ลาว กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บังกลาเทศ ศรีลังกา อาร์เจนตินา อาเซอร์ไบจาน ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา โดมินิกัน จอร์เจีย จอร์แดน คาซัคสถาน เคนยา โมร็อกโก โอมาน ปานามา เปรู สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอุซเบกิสถาน







