![]()

Council on Foreign Relations (CFR) คลังสมองและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของสหรัฐฯ ด้านนโยบายต่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เผยแพร่บทวิเคราะห์ เรื่อง A Super El Niño Looks Likely This Year. Here’s How to Limit the Worst of Its Deadly Heat เมื่อ 22 มิถุนายน 2569 โดยประเมินว่าปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นในช่วง พฤศจิกายน 2569 -มกราคม 2570 ซึ่งเมื่อรวมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว จะทำให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นทำลายสถิติ และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและวิถีชีวิตของผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก
ความร้อนจัดเป็นภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศที่อันตรายที่สุด ทำให้ทั่วโลก มีผู้เสียชีวิตผู้คนอย่างน้อย 545,000 คนต่อปี และคาดว่าจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลกมากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2573 หากไม่มีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้
บทวิเคราะห์ดังกล่าวเสนอให้รัฐบาลและชุมชนต้องเร่งดำเนินการทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ได้แก่
1) เตรียมความพร้อมฉุกเฉินและระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Heat Early Warning System-HEWS) เช่น รัฐบาลต้องจัดสรรเงินทุนฉุกเฉิน เปิดศูนย์ทำความเย็น จุดแจกจ่ายน้ำดื่ม และเตรียมพร้อมโรงพยาบาล ซึ่งการใช้ระบบ HEWS จะช่วยให้สามารถคาดการณ์และแจ้งเตือนประชาชนถึงความเสี่ยง และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมาก
2) การบริหารจัดการแบบบูรณาการ หลายเมืองเริ่มแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความร้อนเพื่อเป็นแกนกลางในการดูแลแผนปฏิบัติการ เช่น ไมอามี-เดด (Miami-Dade) ลอสแอนเจลิส และฟีนิกซ์ รวมถึงเมืองฟรีทาวน์ในเซียร์ราลีโอน
3) การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว การใช้มาตรการที่ปรับใช้ได้เร็วและต้นทุนต่ำ เช่น การทำหลังคาที่สะท้อนความร้อนและการสร้างที่บังแดด ช่วยบรรเทาความร้อนในพื้นที่อยู่อาศัยที่แออัดได้
4) การคุ้มครองทางเศรษฐกิจสำหรับผู้เปราะบาง การนำร่องใช้ระบบประกันภัยความร้อนแบบพาราเมตริก (parametric heat insurance) ที่จะจ่ายเงินชดเชยอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกำหนด ช่วยปกป้องแรงงานนอกระบบไม่ให้สูญเสียรายได้จนตกอยู่ในความยากจน
แม้บางประเทศอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย กรีซ และสเปน จะเริ่มมีกลยุทธ์ระดับชาติแล้ว แต่รัฐบาลส่วนใหญ่ทั่วโลกยังคงขาดกรอบการทำงานระดับชาติที่ครอบคลุม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่การสนับสนุนและการเตรียมความพร้อมระดับรัฐบาลกลางถดถอยลง ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการเอง กล่าวได้ว่า เครื่องมือที่จะลดผลกระทบจากความร้อนมีพร้อมอยู่แล้ว แต่เวลาในการเตรียมตัวกำลังจะหมดลง รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจลงมือทำทันทีก่อนที่วิกฤตจะมาถึง







