![]()

S&P Global สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่มีชื่อเสียงระดับโลกของสหรัฐฯ เผยแพร่บทความ เรื่อง Global oil shock offers boost for EV switching, fossil phaseout: IEA เมื่อ 30 กรกฎาคม 2569 เกี่ยวกับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันว่า แรงผลักดันจากวิกฤตราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น (เริ่มเมื่อปลาย กุมภาพันธ์ 2569) เป็นตัวเร่งให้คนหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) กันมากขึ้น ซึ่งตามการวิเคราะห์ของทบวงพลังงานระห่างประเทศ (International Energy Agency-IEA) ระบุว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลให้ผู้ใช้รถ EV ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 – 45 เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน
บทความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นสถิติและการคาดการณ์การเติบโตของการใช้งานรถ EV ว่า 1) ในปี 2568 การใช้งานรถ EV ทั่วโลกช่วยลดความต้องการใช้น้ำมันลงได้ถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ IEA คาดการณ์ว่าการใช้ EV จะช่วยทดแทนการใช้น้ำมันได้ถึง 5 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 9 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2578 ขณะที่ยอดจำหน่ายรถ EV ในปี 2569 จะคิดเป็นร้อยละ 28 ของการซื้อรถยนต์ทั้งหมด และจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 50 ภายในปี 2578
สำหรับผู้นำตลาดในแต่ละภูมิภาค จีนยังเป็นผู้นำตลาดโลกอย่างชัดเจน โดยยอดจำหน่ายรถ EV คิดเป็น ร้อยละ 60 ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดในประเทศ นอกจากนี้ กว่าร้อยละ 70 ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ในจีนยังมีราคาถูกกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทั่วไป ดังนั้น จีนจึงมีส่วนช่วยลดการใช้น้ำมันไปได้ถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2568 ส่วนในยุโรป รถ EV มีสัดส่วนร้อยละ 28 ของยอดจำหน่ายยานพาหนะทั้งหมดในปี 2568 ขณะที่สหรัฐฯ สัดส่วนยังคงทรงตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการยกเลิกมาตรการลดหย่อนภาษี
แม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ IEA เตือนว่ายังมีปัจจัยที่อาจชะลอการเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV ได้ เช่น นโยบายของ รัฐบาลบางประเทศในการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง การตั้งกำแพงภาษีนำเข้ารถ EV ค่าไฟฟ้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น หรือการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ภาครัฐยังจำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) อย่างมาก เนื่องจากความต้องการไฟฟ้าจากรถ EV จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 6 เท่าภายในปี 2578







