![]()

ในการเยือนสหรัฐฯ ของผู้นำจีนในปลายกันยายน 2569 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และตอบแทนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ เยือนจีนเมื่อ พฤษภาคม 2569 แม้จะสะท้อนภาพความใกล้ชิดระหว่างมหาอำนาจของทั้งสองประเทศ แต่ก็จะเห็นภาพการต่อรองในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น ด้านการค้าและเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับภาพความขัดแย้งในประเด็นไต้หวันที่จีนต้องยืนกรานกับสหรัฐฯ ว่าสหรัฐฯ ต้องไม่ขายอาวุธให้กับไต้หวัน นอกจากนี้ อาจมีการหารือประเด็นอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องการการสนับสนุนจากจีน เพื่อกดดันอิหร่านทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่เข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UNGA) ที่ นครนิวยอร์ก ใน 24 กันยายน 2569
ก่อนหน้านี้ เมื่อ กรกกฎาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ได้มีการหารือกับฝ่ายจีนทางออนไลน์ในประเด็นการค้าและเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมการที่ผู้นำจีนและสหรัฐฯ จะหารือกันในปลาย กันยายน 2569 ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ๆ เช่น การควบคุมแร่หายากของจีน และการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรของสหรัฐฯ รวมทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เช่น ประเด็นภาษี และการกีดกันการนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐฯ และจีนต่างกำหนดขึ้น
อย่างไรก็ดี ผลการเยือนสหรัฐฯ และพบกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่น่าจะทำให้สหรัฐฯ และจีนจะใกล้ชิดกันไปมากกว่านี้ ทั้งสองประเทศจะคงความสัมพันธ์ในเชิงแข่งขันอย่างที่เป็นมา และจะยิ่งเข้มข้นขึ้นในการที่จะดึงประเทศต่าง ๆ มาเป็นพวก เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีรายงานเมื่อกลาง สิงหาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ส่งเอกสารไปยัง 35 ประเทศว่า ให้ยืนยันว่าประเทศต่าง ๆ ต้องเลือกข้างด้วยการอยู่ภายใต้เทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นจะถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ
ขณะที่ความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะให้จีนยกเลิกการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน เพื่อโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะจีนในฐานะประเทศที่นำเข้าน้ำมันอันดับ 1 ของโลก ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากหลาย ๆ แหล่ง ขณะที่อิหร่านก็ต้องพึ่งพาจีน เนื่องจากร้อยละ 80 ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมด ส่งไปยังจีน นอกจากนี้ จีนและอิหร่านยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน







