![]()

Council on Foreign Relations (CFR) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรและสถาบันคลังสมองของสหรัฐฯ เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง ASEAN, Still Toothless, Is Losing Its Faith in the U.S. เมื่อ 4 สิงหาคม 2569 ว่า อาเซียนกำลังสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันอาเซียน ในฐานะองค์กร ก็ยังคงไร้ประสิทธิภาพและไม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ในภูมิภาค บทความนี้ วิเคราะห์หลัก ๆ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ สหรัฐฯ สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียน ความไร้ประสิทธิภาพของอาเซียน และแนวโน้ม
การสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของอาเซียนสหรัฐฯ ของสหรัฐฯ เห็นได้จากนโยบายที่ขัดแย้งกันของสหรัฐฯ เช่น นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อ กรกฎาคม 2569 เพื่อยืนยันว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทว่าความน่าเชื่อถือนี้ถูกลดทอนลง เนื่องจากในสัปดาห์เดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กำหนดอัตราภาษีศุลกากรใหม่ต่อฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิด รวมถึงประเทศในอาเซียนอีก 6 ประเทศอย่างกะทันหัน
นอกจากนี้ อาเซียนยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดกับอิหร่าน สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งกระทบโดยตรงต่อประเทศในอาเซียนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับผู้นำในภูมิภาคต่อการจัดการสงครามของรัฐบาลสหรัฐฯ ขณะที่ความนิยมของจีนที่พุ่งสูงขึ้น ผลสำรวจจากสถาบันต่าง ๆ ชี้ว่าประชาชนในหลายประเทศของอาเซียน เช่น สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เริ่มมองจีนในแง่บวกมากกว่าสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซียที่คะแนนนิยมของจีนนำหน้าสหรัฐฯ ไปอย่างมาก
ในเง่มุมความไร้ประสิทธิภาพของอาเซียน สะท้อนได้จากวิกฤตการณ์ในเมียนมา อาเซียนยังคงไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาเมียนมา อีกทั้งที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังได้เชิญผู้แทนของเมียนมาเข้าร่วมการประชุมเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เมื่อ กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร โดยที่ฉันทามิติ 5 ประการ (Five-Point Consensus) ของอาเซียนไม่ได้รับการตอบสนองใด ๆ จากเมียนมา ส่วนความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ แม้จะเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ในพื้นที่พิพาทระหว่างที่มีการประชุม แต่อาเซียนก็ไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันหรือออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมของจีนได้
ที่ผ่านมาประเทศในอาเซียนมักดำเนินนโยบายแบบ ถ่วงดุลอำนาจ โดยพึ่งพาความมั่นคงจากสหรัฐฯ และส่งเสริมการค้ากับจีน แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ กำลังทำให้บางประเทศในอาเซียนเริ่มละทิ้งแนวทางนี้ เช่น ไทยซึ่งเป็นพันธมิตรทางทหารดั้งเดิมของสหรัฐฯ ก็มีท่าทีเอนเอียงเข้าหาจีน ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ ก็เริ่มรักษาจุดยืนที่เป็นกลางได้ยากขึ้นเนื่องจากกระแสสังคมในประเทศหันไปสนับสนุนจีนมากขึ้น







