ลาวร่วมมือกับจีนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ในแขวงเซียงขวาง

เว็บไซต์ข่าว Laotian Times รายงานเมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ลาวเตรียมก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาด 330 เมกกะวัตต์ ในแขวงเซียงขวาง มูลค่าการลงทุน 202.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท B Rich Namphan Power Sole เอกชนลาว กับบริษัท China Western Power Industrial และ บริษัท Dongdok Construction and Installation Engineering Sol คาดจะแล้วเสร็จในปี 2572 ระยะเวลาดำเนินการ 25 ปี เป้าหมายสำคัญเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านไฟฟ้า เฉพาะอย่างยิ่งช่วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าดังกล่าวใช้เทคโนโลยีซูเปอร์คริติคัล ซึ่งมีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแบบเดิม และช่วยลดการปล่อยมลพิษต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ โดยไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขายให้การไฟฟ้าลาว (EDL) เพื่อนำไปจ่ายให้แก่ภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลางในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ ปัจจุบัน ลาวพยายามส่งเสริมโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโซลาร์รูฟท๊อป เพื่อลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และเมื่อ มิ.ย.69 ลาวกับรัสเซียลงนามศึกษาความเป็นไปได้การพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์…

เมียนมามีแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในปี 2570

สนข. DVB รายงานเมื่อ 27 ส.ค.69 ว่า บริษัท Rosatom รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย เปิดเผยว่า มีแผนเริ่มดำเนินงานก่อสร้างในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) ในเมียนมาในปี 2570 โดยคาดว่าจะลงนามสัญญาสำรวจทางวิศวกรรมเบื้องต้นภายในสิ้นปี 2569 ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเยือนรัสเซียของผู้นำเมียนมาห้วง 17 -19 ส.ค.69 และได้พบหารือกับผู้นำรัสเซีย โ นอกจากนี้ Rosatom ยังพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการศึกษาให้กับเมียนมา สำหรับที่ตั้งโครงการยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้คณะผู้แทนจากบริษัท Rosatom เคยสำรวจสภาพธรณีวิทยาบริเวณใกล้เขื่อนปองหล่อง (Paunglaung) ที่เมือง Zeyathiri ห่างจากกรุงเนปยีดอประมาณ 49 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าพื้นที่ดังกล่าวได้รับเลือกเป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า

UN ชี้ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเผชิญปรากฎการณ์เอลนีโญและวิกฤตตะวันออกกลาง

สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (OCHA) ประเมินผลกระทบของปรากฎการณ์เอลนีโญ และสถานการณ์ขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 28 ส.ค.69 ว่า ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมเพิ่มขึ้น จากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะทวีความรุนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 และความผันผวนของดัชนีมหาสมุทรอินเดีย (IOD) ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพอากาศ ความมั่นคงด้านอาหาร และการดำรงชีวิต โดยเฉพาะประเทศและพื้นที่ที่มีความเปราะบางและขีดความสามารถในการรับมือภัยพิบัติจำกัด โดยอาจทำให้ประชากรในภูมิภาคเผชิญความมั่นคงทางอาหารเฉียบพลันเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 8.2 ล้านคน ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มแรงกดดันต่อภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกผ่าน “3F” ได้แก่  ราคาพลังงาน (fuel) อาหาร (food) และปุ๋ย (fertilizer) ที่สูงขึ้น โดยระบุว่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก หลายแห่งมีความเสี่ยงสูงสุด ขณะที่ไทยเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ด้านสภาพอากาศแห้งแล้ง

สหรัฐฯ จะควบคุมแหล่งน้ำมันสำรองกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศผ่าน Truth Social เมื่อ 29 ส.ค.69 ว่า สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงกับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นข้อตกลงพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ที่สหรัฐฯ มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ผ่านภาคเอกชน ที่สหรัฐฯ ได้เข้าควบคุมน้ำมันสำรองปริมาณกว่า 65,000 ล้านบาร์เรลในเวเนซุเอลา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกัน ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้จะเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เป็นสองเท่า และจะช่วยลดราคาน้ำมันสำหรับชาวอเมริกันทุกคนในระยะยาว ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เวเนซุเอลาเดินหน้าสู่ความสำเร็จและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ กับทั้งเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการต่างประเทศและการทูต เผยแพร่บทความเรื่อง คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล: อำนาจ เครือข่ายข้อมูล และธรรมาภิบาลใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดย นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการ เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของปัญหาคอร์รัปชันจากระดับท้องถิ่นสู่การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อนในยุคดิจิทัล บทความดังกล่าวเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 ว่า ภาพจำเดิมของการทุจริตคือเรื่องผลประโยชน์ภายในรัฐ แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันเปลี่ยนรูปเป็นเครือข่ายธุรกรรมข้ามชาติอย่างรวดเร็ว เงินสินบนถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศในรูปของอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาทีผ่านบริษัทหลายชั้นเพื่อพรางตัวตน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) จากที่โลกยุคใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐและผู้เล่นนอกภาครัฐ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับระหว่างประเทศจางลงเรื่อย ๆ สำหรับระบบการเงินโลกและพื้นที่ซ่อนเร้นของอำนาจก็มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูล โดยเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติอาศัยช่องทางและบริการทางการเงินที่ถูกกฎหมาย เช่น บริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Companies) ทรัสต์ (Trusts) และบริการทางกฎหมายเพื่อปกปิดตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ขณะที่ความลับทางการเงินและกฎเกณฑ์การเก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากัน เปิดโอกาสให้เกิดการเลือกใช้เขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่งผลให้ประเทศที่มีกฎเกณฑ์อ่อนแอสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบต่อพยายามต่อต้านทุจริตของรัฐอื่น ๆ ขณะที่ความท้าทายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ หากมาตรฐานข้อมูลของแต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่สอดคล้องกัน เครือข่ายคอร์รัปชันก็ยังคงสามารถใช้ช่องโหว่นี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้ บทความยังสะท้อนให้เห็นภาพเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นดาบสองคมของการทุจริตและการตรวจสอบ โดยผู้กระทำผิดสามารถใช้ AI…

การแข่งขันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย-อินโดนีเซียสะท้อนปัญหาอาเซียน

Jakarta Post ของอินโดนีเซีย เผยแพร่บทความว่า กรณี รมว.กค.อินโดนีเซีย เชิญชวนให้บริษัทโตโยต้าของญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตหลักในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต.จากไทยไปอินโดนีเซีย พร้อมทั้งเสนอสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะการผ่อนปรนกฎเกณฑ์และมาตรการทางภาษี สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ตอ.ต. ยังไม่มีการบูรณาการในระดับภูมิภาคแน่นแฟ้นเพียงพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านเศรษฐกิจของอาเซียนที่ต้องการกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นฐานการผลิตในระดับโลก