![]()

ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (International Studies Center-ISC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นคลังสมองด้านการต่างประเทศและการทูต เผยแพร่บทความเรื่อง คอร์รัปชันข้ามชาติในยุคดิจิทัล: อำนาจ เครือข่ายข้อมูล และธรรมาภิบาลใหม่ของเศรษฐกิจโลก เมื่อ 21 สิงหาคม 2569 โดย นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก นักวิชาการ เสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านของปัญหาคอร์รัปชันจากระดับท้องถิ่นสู่การเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความสลับซับซ้อนในยุคดิจิทัล
บทความดังกล่าวเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างคอร์รัปชันในศตวรรษที่ 21 ว่า ภาพจำเดิมของการทุจริตคือเรื่องผลประโยชน์ภายในรัฐ แต่ปัจจุบันคอร์รัปชันเปลี่ยนรูปเป็นเครือข่ายธุรกรรมข้ามชาติอย่างรวดเร็ว เงินสินบนถูกโยกย้ายไปยังต่างประเทศในรูปของอสังหาริมทรัพย์ สินทรัพย์ทางการเงิน หรือสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไม่กี่นาทีผ่านบริษัทหลายชั้นเพื่อพรางตัวตน นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์ที่พึ่งพากันอย่างสลับซับซ้อน (Complex Interdependence) จากที่โลกยุคใหม่ที่เชื่อมต่อระหว่างรัฐและผู้เล่นนอกภาครัฐ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างกิจการภายในกับระหว่างประเทศจางลงเรื่อย ๆ
สำหรับระบบการเงินโลกและพื้นที่ซ่อนเร้นของอำนาจก็มีโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกปิดข้อมูล โดยเครือข่ายคอร์รัปชันข้ามชาติอาศัยช่องทางและบริการทางการเงินที่ถูกกฎหมาย เช่น บริษัทนอกอาณาเขต (Offshore Companies) ทรัสต์ (Trusts) และบริการทางกฎหมายเพื่อปกปิดตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ขณะที่ความลับทางการเงินและกฎเกณฑ์การเก็บข้อมูลผู้ถือหุ้นของแต่ละประเทศที่ไม่เท่ากัน เปิดโอกาสให้เกิดการเลือกใช้เขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่งผลให้ประเทศที่มีกฎเกณฑ์อ่อนแอสร้างผลกระทบภายนอกเชิงลบต่อพยายามต่อต้านทุจริตของรัฐอื่น ๆ ขณะที่ความท้าทายเรื่องมาตรฐานระหว่างประเทศ หากมาตรฐานข้อมูลของแต่ละประเทศไม่เชื่อมโยงกันหรือไม่สอดคล้องกัน เครือข่ายคอร์รัปชันก็ยังคงสามารถใช้ช่องโหว่นี้หลบเลี่ยงการตรวจสอบได้
บทความยังสะท้อนให้เห็นภาพเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นดาบสองคมของการทุจริตและการตรวจสอบ โดยผู้กระทำผิดสามารถใช้ AI ในการสร้างเอกสารและคำสั่งปลอม (Deepfakes) เพื่อโยกย้ายเงิน นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะ SMEs ที่มีระบบป้องกันต่ำ ซึ่งอาจตกเป็นช่องทางเชื่อมต่อไปยังการโจรกรรมข้อมูลและทุนทรัพย์ของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ได้ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีในฐานะเครื่องมือปราบปราม ฝ่ายตรวจสอบสามารถใช้ระบบ การวิเคราะห์ข้อมูลทางนิติวิทยา (Forensic Data Analysis) และ AI เพื่อตรวจจับเส้นทางการจ่ายเงินผิดปกติและวาดแผนผังความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้
ในช่วงท้ายของบทความได้เสนอทิศทางและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับไทย ได้แก่ 1) การทูตเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-corruption diplomacy) ไทยควรเพิ่มมิติด้านการต่างประเทศในกระบวนการต่อต้านทุจริต โดยให้ กระทรวงการต่างประเทศทำหน้าที่เชิงรุก ในการเชื่อมประสานความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และการติดตามทรัพย์สิน 2) การขับเคลื่อนในเวทีภูมิภาค ไทยควรแสดงบทบาทนำในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานข้อมูลร่วมและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่าง ๆ ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อป้องกันไม่ให้เครือข่ายทุจริตย้ายฐานการฟอกเงินและกระจายทรัพย์สินภายในภูมิภาค






