เด็กจบใหม่ไทยเสี่ยงว่างงานมากขึ้นเพราะเทคโนโลยี

Bloomberg ของสหรัฐฯ รายงานอ้างข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยว่า กลุ่มเด็กจบใหม่ของไทยว่างงานมากขึ้น เพราะระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยี AI ที่มีบทบาทในกระบวนการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ขณะที่โครงสร้างผู้สำเร็จการศึกษายังสวนทางกับความต้องการแรงงานเพราะมีผู้จบด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลดลง โดย Bloomberg ระบุเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีดังกล่าวทำให้ช่องว่างระหว่างแรงงานกว้างขึ้นเพราะลดภาระงานในระดับเริ่มต้นลงและต้องการแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน รวมถึงการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอและต้นทุนทางธุรกิจที่สูงขึ้นทำให้ผู้ประกอบการระมัดระวังในการจ้างงานมากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ อัตราว่างงานอย่างเป็นทางการของไทยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 1 ซึ่งมักต่ำกว่าความเป็นจริงเพราะไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่และภาคเกษตรกรรมซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนับ แต่ช่วยดูดซับแรงงานไว้จำนวนมาก

นรม.เวียดนามเตรียมเยือนลาวและกัมพูชา

นายเล มิญ ฮุง นรม.เวียดนาม เยือนลาวระหว่าง 8-9 ต.ค.69 ตามคำเชิญของนายสะเหลิมไซ กมมะสิด นรม.ลาวคนใหม่ โดยมุ่งกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือพิเศษในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากนั้น นรม.เวียดนาม จะเยือนกัมพูชาระหว่าง 9-10 ต.ค.69 ตามคำเชิญของสมเด็จฯ ฮุน มาแนต นรม.กัมพูชา โดยจะหารือแนวทางเสริมสร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีและขยายความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ นรม.เวียดนาม มีกำหนดเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์กัมพูชา และเยี่ยมคารวะสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา กับสมเด็จฯ ควน สุดารี ประธานสภาแห่งชาติกัมพูชา

มาเลเซียมุ่งยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)

นายโกบินด์ สิงห์ เดโอ รมว.กระทรวงดิจิทัลมาเลเซีย ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 5 ต.ค.69 ว่า มาเลเซียต้องการยกระดับสู่การเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จากเดิมที่เป็นเพียงผู้ใช้งาน โดยจะมุ่งพัฒนาบุคลากรและบริษัทเทคโนโลยีและ AI ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ปัจจุบัน รัฐบาลมีกลไก  AI Malaysia และสำนักงานปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติมาเลเซีย (NAIO) ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญเพื่อ คอยติดตามความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยี AI และช่วยรัฐบาลคาดการณ์และประเมินแนวโน้มของเทคโนโลยีที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัย และประเด็นด้านกฎหมาย นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำ (ร่าง) กฎหมาย AI ฉบับแรก เน้นการกำกับดูแล AI ที่อิงตามระดับความเสี่ยง (risk-based approach) คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570

อิสราเอลเตือนความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุโจมตีชาวอิสราเอลและชาวยิวทั่วโลก

สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของอิสราเอลแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย เมื่อ 6 ต.ค.69 ระบุว่า มีความเสี่ยงสูงขึ้นที่กลุ่มก่อการร้ายซึ่งนำโดยอิหร่านและพันธมิตร ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮะมาสและกลุ่มก่อการร้ายสากลต่าง ๆ จะก่อเหตุโจมตีชาวอิสราเอลและชาวยิว เนื่องในวาระครบรอบ 3 ปี เหตุการณ์ 7 ต.ค.66 โดยขอให้ชาวอิสราเอลหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังจอร์แดน กาตาร์ โซมาลีแลนด์ และอียิปต์ รวมถึงคาบสมุทรไซนาย ใน 7 ต.ค.69 ขณะเดียวกันก็แนะนำให้ชาวอิสราเอลที่พำนักอยู่ในประเทศอื่น ๆ หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาฮีบรูในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วง และงดการเผยแพร่ข้อมูลหรือภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ที่อาจแสดงให้เห็นว่าตนเคยปฏิบัติหน้าที่ใน กกล.ความมั่นคงของอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังติดตามและประเมินความเสี่ยงจากการจัดการชุมนุมประท้วงต่อต้านอิสราเอลและสนับสนุนปาเลสไตน์ว่า ข้อมูล ณ 4 ต.ค.69 พบว่า จะมีการจัดกิจกรรมและการชุมนุมเนื่องในวาระครบรอบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปจนถึง 14 ต.ค.69 รวมทั้งสิ้น 262 กิจกรรม ใน 37 ประเทศ และกิจกรรมที่อยู่ในระดับความเสี่ยงสูง 21 กิจกรรม โดยเฉพาะกิจกรรมที่จัดขึ้นในสถานที่สำคัญหรือบริเวณใกล้เคียงสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมบริเวณหน้า สอท. หรือ สกญ.อิสราเอล ในกรุงโซล…

ไต้หวันตกเป็นเป้าหมายการกดปราบข้ามชาติจากจีนอย่างต่อเนื่อง

นสพ. Taiwan News รายงานเมื่อ 6 ต.ค.69 ว่า สภากิจการจีนแผ่นดินใหญ่ของไต้หวัน (Mainland Affairs Council-MAC) แถลงเมื่อ 5 ต.ค.69 ว่า จีนคุกคามความปลอดภัยชาวไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยมีชาวไต้หวันอย่างน้อย 126 คน ตกเป็นเป้าหมายการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression) ของจีน หลังมีรายงานว่าบุตรชายของประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ และครอบครัว ถูกสอดแนมโดยหญิงอเมริกันเชื้อสายจีน ก่อนที่สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) จะสามารถจับกุมตัวได้ที่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส เมื่อ 4 ต.ค.69 และเป็นตัวอย่างหนึ่งของการกดปราบข้ามชาติ โดยกลยุทธ์ของจีนไม่ได้มุ่งเป้าหมายเฉพาะเจ้าหน้าที่ไต้หวันเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนไต้หวันทั้งหมด เพื่อมุ่งสร้างความหวาดกลัว

สหรัฐฯ พร้อมช่วยเหลือรัสเซียเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคปอดไม่ทราบสายพันธุ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อ 5 ต.ค.69 ว่า สหรัฐฯ พร้อมจะช่วยเหลือรัสเซียอย่างเต็มที่ในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคปอดไม่ทราบสายพันธุ์ที่รั่วไหลจากห้องปฏิบัติการในไซบีเรียหากรัสเซียร้องขอ และว่าสหรัฐฯ กำลังติดตามกรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง ขณะที่ กต. และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) สหรัฐฯ  กำลังประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ขณะที่  CDC ชี้แจงว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นรุนแรงแต่ยังต้องเฝ้าระวัง แม้มีความเสี่ยงต่ำที่จะแพร่ระบาดมายังสหรัฐฯ เพราะการเดินทางเข้า-ออกระหว่างประชาชนสหรัฐฯ กับรัสเซียมีอย่างจำกัด อนึ่ง กลุ่มประเทศเอเชียกลางประกาศใช้มาตรการด้านสาธารณสุข ห้วง 5-7 ต.ค.69 ภายหลังมีข่าวเกี่ยวกับความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคปอดไม่ทราบสายพันธุ์ และการกักตัวผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อในแคว้นอีร์คุตสค์ รัสเซีย ห้วง 2 ต.ค.69 – 5 ต.ค.69 ด้วยเช่นกัน

นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในออสเตรเลียใช้กลไกตุลาการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้สำเร็จ

ออสเตรเลียใช้กลไกตุลาการของประเทศเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยมีรายงานเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ว่า ศาลสูงสุดของออสเตรเลียมีคำสั่งคัดค้านโครงการขยายเหมืองถ่านหินในประเทศ เนื่องจากเสี่ยงสร้างมลภาวะและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ด้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศแสดงความยินดี และให้ความเห็นว่าการตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ เพราะกรณีสิ่งแวดล้อมครั้งแรก ที่ศาลสูงสุดแสดงบทบาทในการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการขยายเหมืองถ่านหิน Mount Pleasant ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทเหมืองแร่และพลังงาน Mach Energy รายละเอียดคำตัดสินของศาลสูงสุด คือ ให้ระงับโครงการขยายพื้นที่และระยะเวลาดำเนินกิจการดังกล่าว จนกว่าการขยายเหมืองถ่านหินในพื้นที่จะควบคุมระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ออกสู่ชั้นบรรยากาศในขอบเขตที่ 3  (scope 3 emissions) หรือการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการทั้งหมดของธุรกิจ ทั้งนี้ มีรายงานว่าผู้ที่เสนอให้ศาลสูงสุดของออสเตรเลียพิจารณากรณีดังกล่าว ได้แก่ นักรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม และประธานกลุ่ม Denman Aberdeen Muswellbrook Scone Healthy Environment Group ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัทต่าง ๆ ทำลายสิ่งแวดล้อมของออสเตรเลีย เพื่อแลกกับผลกำไรที่ชาวออสเตรเลียไม้ได้ประโยชน์ และการตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้นับว่าเป็น “ชัยชนะ” ของผู้ที่เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก บริษัท Mach Energy เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Salim Group หรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ของอินโดนีเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้…

การประท้วงในฝรั่งเศสเพื่อเพิ่มงบประมาณการศึกษามีแนวโน้มขยายตัว  

สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในฝรั่งเศสเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ยังคงตึงเครียดและมีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผู้ชุมนุมจำนวนประมาณ 266,000 คน ออกไปรวมตัวกันทั้งในกรุงปารีสและเมืองอื่น ๆ เช่น เมือง Marseille และเมือง Strasbourg เพื่อสนับสนุนกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาชุมนุมประท้วงเรียกร้องต่อรัฐบาลให้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา และคัดค้านรัฐบาลฝรั่งเศสที่ก่อนหน้านี้ปรับลดงบประมาณด้านการศึกษาเพื่อควบคุมรายจ่าย การชุมนุมมีแนวโน้มยืดเยื้อและขยายตัว เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเห็นด้วยกับกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ตลอดจนใช้โอกาสนี้กดดันให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และล้มเหลวด้านการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะมีรายงานการใช้มาตรการปราบปรามและควบคุมมวลชนด้วยแก๊สน้ำตา ทั้งที่ผู้ชุมนุมรวมตัวกันประท้วงอย่างสงบ ขณะที่มีรายงานว่าเยาวชนในเบลเยียมประท้วงเลียนแบบฝรั่งเศสด้วย การชุมนุมประท้วงดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อ 21 กันยายน 2569 และต่อเนื่องในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มจากประเด็นขาดแคลนบุคลากรและเครื่องมือทางการศึกษาในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่อาจทำให้การชุมนุมประท้วงครั้งนี้ขยายตัว เพราะมีการใช้มาตรการควบคุมมวลชนที่ค่อนข้างรุนแรง มีการจับกุมเยาวชนมากกว่า 6,000 คน ทำให้ประชาชนเพิ่มความไม่พอใจต่อรัฐบาลและออกไปร่วมชุมนุมกับเยาวชนมากขึ้น ด้านเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงของฝรั่งเศสยืนยันว่ามาตรการของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างเหมาะสม เนื่องจากการชุมนุมมีแนวโน้มกลายเป็นการก่อจลาจล เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องควบคุมสถานการณ์ นายเซบาสเตียง เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสแสดงบทบาทควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด โดยระบุว่ารัฐบาลต้องรับฟังผู้ประท้วง รวมทั้งเยาวชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน พร้อมกับย้ำว่าจะสืบสวนกรณีมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจหรือความรุนแรงเกินกว่าเหตุ ระหว่างการควบคุมมวลชนด้วย ทั้งนี้ การชุมนุมประท้วงดังกล่าวอาจส่งผลต่อความมั่นคงทางการเมืองของฝรั่งเศส เนื่องจากพรรคการเมืองต่าง ๆ…

มาเลเซียจะพบหารือกับผู้นำเมียนมา จากที่เคยวิจารณ์การเมืองในเมียนมาอย่างแข็งกร้าว

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเมื่อ 6 ตุลาคม 2569 แถลงต่อรัฐสภาว่า ประธานาธิบดีมินอองไลง์ ผู้นำเมียนมาจะเยือนกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ระหว่าง 7-8 ตุลาคม 2569 หลังจากมาเลเซีย-เมียนมาเริ่มกระบวนการส่งตัวผู้อพยพชาวเมียนมากลับภูมิลำเนาแล้วประมาณ 10,000 คน ทั้งทางรถยนต์และทางเรือ พร้อมย้ำว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย และผู้อพยพจากเมียนมาสมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้ว ทั้งนี้ ผู้นำมาเลเซียระบุว่าเข้าใจความห่วงกังวลขององค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่จับตามองความร่วมมือระหว่างมาเลเซีย-เมียนมา เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้อพยพชาวเมียนมา โดยเฉพาะชาวโรฮีนจา อย่างไรก็ตาม เมียนมาได้ให้คำมั่นกับมาเลเซียว่าจะคุ้มครองความปลอดภัย และไม่มีขั้นตอนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ผู้นำมาเลเซียจะพบและหารือกับผู้นำเมียนมาในประเด็นความร่วมมือดังกล่าวต่อไป โดยปัจจุบัน มาเลเซียให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมและจัดการผู้อพยพผิดกฎหมาย มีรายงานว่าในปี 2569 หน่วยความมั่นคงมาเลเซียตรวจสอบและควบคุมตัวผู้อพยพผิดกฎหมายในมาเลเซียแล้วอย่างน้อย 50,000 ราย นอกจากนี้ มาเลเซียเป็นประเทศที่มีผู้อพยพชาวโรฮีนจาที่เดินทางจากเมียนมาจำนวนมาก ประมาณ 193,000 คน ส่วนใหญ่รอรับสถานะผู้ลี้ภัย เพื่อเดินทางไปยังประเทศที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างมาเลเซีย-เมียนมา สอดคล้องกับข่าวสารก่อนหน้าที่เมื่อกลาง กันยายน 2569 ว่ามาเลเซียจะเชิญผู้นำเมียนมาเยือนประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนกับการให้เมียนมารับผู้อพยพชาวโรฮีนจากลับภูมิลำเนา ขณะที่ผู้นำเมียนมาจะได้ประโยชน์จากการเยือนประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นประเทศที่ 5 หลังจากที่ได้เยือน สปป.ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม…

อิสราเอลและปาเลสไตน์จะคงตอบโต้เชิงกายภาพและในโลกไซเบอร์

อิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 จัดงานรำลึกเหตุการณ์กลุ่มฮะมาสโจมตีพื้นที่เมือง Sderot ทางตอนใต้ของอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคม 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,200 ราย และมีการจับตัวประกันทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติจำนวน 251 คนไปยังฉนวนกาซา รวมทั้งชาวไทย โดยงานรำลึกครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในห้วงที่ตัวประกันทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว ด้านครอบครัวของชาวอิสราเอลที่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีดังกล่าวออกไปรวมตัวกันในสถานที่ที่เคยตกเป็นเป้าหมายโจมตี เพื่อแสดงความอาลัยถึงผู้เสียชีวิต เช่น บริเวณที่จัดเทศกาลดนตรี ทั้งนี้ สื่อต่างประเทศระบุว่าเหตุโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายให้อิสราเอลมากที่สุด ขณะที่ชาวปาเลสไตน์ยังคงเผชิญความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อถึงปัจจุบัน รัฐบาลและประชาชนชาวอิสราเอลมีมุมมองว่าเหตุการณ์เมื่อ 7 ตุลาคม 2566 เป็นภัยคุกคามครั้งสำคัญ แม้ว่าทั่วโลกจะให้ความสนใจสถานการณ์วิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา แต่สำหรับชาวอิสราเอล เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากองกำลังติดอาวุธและชาวปาเลสไตน์ยังคงเป็นภัยคุกคามที่อันตรายอย่างมากต่อความมั่นคงของรัฐและประชาชน ชาวอิสราเอลให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่ายังคงหวาดกลัวเหตุการณ์ดังกล่าว และต้องการไว้อาลัยให้กับเจ้าหน้าที่ทการที่เสียชีวิตกับการปะทะกับกองกำลังติดอาวุธ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าทั่วโลกไม่มีความเข้าใจชาวอิสราเอล เนื่องจากความเดือดร้อนของชาวปาเลสไตน์ได้รับความสนใจมากกว่า สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันในฉนวนกาซา อิสราเอลยังคงปฏิบัติการปะทะและโจมตีกองกำลังติดอาวุธในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2568 ทำให้มีรายงานชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตจากความขัดแย้งครั้งนี้แล้วอย่างน้อย 74,000 ราย นอกจากนี้ มีรายงานว่ากองทัพอิสราเอลเข้าไปควบคุมพื้นที่อย่างน้อยร้อยละ 60 และจำกัดเสรีภาพในการเดินทางของชาวปาเลสไตน์ทั้งในฉนวนกาซาและเขตเวสต์แบงก์ ทั้งนี้ แม้ว่าอิสราเอลจะได้เปรียบกลุ่มฮะมาส รวมทั้งกองกำลังติดอาวุธในดินแดนปาเลสไตน์ แต่สงครามที่ยืดเยื้อ และเหตุการณ์เมื่อปี 2566 ทำให้นายกรัฐมนตรีเบนจามิน…