คะแนนนิยมระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พรรครีพับลิกันกับรองประธานาธิบดีกมลา แฮร์ริส พรรคเดโมแครต ที่ยังสูสีกัน และผลัดกันมีคะแนนนำ ทำให้นักวิเคราะห์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ไม่กล้าฟันธงว่าใครจะมีแต้มต่อได้อย่างชัดเจน ผลการสำรวจคะแนนนิยมจากสื่อสหรัฐฯ ที่เผยแพร่เมื่อ 7-8 ตุลาคม 2567 ทั้งสองฝ่ายได้เกินร้อยละ 45 ดูแล้วว่าอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เหนือกว่าเล็กน้อย แต่เมื่อ 9-10 ตุลาคม 2567 รองประธานาธิบดีแฮร์ริสกลับเป็นฝ่ายนำ
ใกล้ถึงวันเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐฯ ใน 5 พฤศจิกายน 2567 นักวิเคราะห์ต่างบวกเลขกันว่าใครจะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) จากแต่ละรัฐ รวมถึง 270 คะแนน จากทั้งหมด 538 คะแนน อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ หรือรองประธานาธิบดีแฮร์ริส ซึ่งใครได้ถึง 270 คะแนน ก็จะชนะ ตัวผันแปรที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าจะทำให้ได้ถึงจำนวนดังกล่าว คือ คะแนนคณะผู้เลือกตั้งจากรัฐ swing states จำนวน 7 รัฐ รวม 93 คะแนน ซึ่งผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2563 อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ชนะเพียง 2 รัฐ ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งไป 32 คะแนน ได้แก่ จอร์เจีย (16 คะแนน) และนอร์ทแคโรไลนา (16 คะแนน)
รองประธานาธิบดีแฮร์ริสก็ต้องพยายามกวาดคะแนนเสียงใน swing states ที่ประธานาธิบดีโจเซฟ ไบเดน ลงแข่งขันในช่วงปี 2563 เคยชนะไป 5 รัฐ และได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 61 คะแนน จากรัฐเพนซิลเวเนีย (19 คะแนน) มิชิแกน (15 คะแนน) แอริโซนา ( 11 คะแนน) วิสคอนซิน (10 คะแนน) และเนวาดา (6 คะแนน) นอกจากนี้ ยังมีสถิติที่เก็บไว้ว่า ผู้สมัครคนใดชนะที่รัฐเพนซิลเวเนีย มีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ สูงมาก โดยคนที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ 12 คน ได้ชัยชนะในรัฐเพนซิลเวเนียถึง 10 คน
ใครจะชนะใน swing states ดูเหมือนจะต้องแบ่ง ๆ กันไป มีทั้งประเด็นเศรษฐกิจ การไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม และปัญหาความยากจนที่ชาวอเมริกันในรัฐดังกล่าวต้องการ ขณะที่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เข้าไปยุ่งเกี่ยว เฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮะมาส ที่ตอนนี้ลุกลามไปถึงเลบานอนแล้ว เป็นเงื่อนไขการเลือกผู้สมัครเช่นกัน ซึ่งประธานาธิบดีแฮร์ริสค่อนข้างเสียเปรียบ เพราะชาวอเมริกันในรัฐมิชิแกนซึ่งมีเชื้อสายชาวอาหรับมากเป็นอันดับ 2 ของสหรัฐ รองจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่พอใจและออกไปประท้วงรัฐบาลในโอกาสครบรอบ 1 ปี ของสงครามดังกล่าว เมื่อ 7 ตุลาคม 2566 เช่นเดียวกับชาวอเมริกันเชื้อสายอาหรับและยิวในรัฐจอร์เจีย
แต่ประเด็นที่ชาวอเมริกันต้องการมากในขณะนี้คือประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ที่จะมาแก้ไขปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ และปัญหาความเป็นอยู่เหมือนเช่นการเลือกตั้งของสหรัฐฯ เกือบทุกครั้งที่ผ่านมา ผลการสำรวจของสื่ออเมริกันไม่ว่าสำนักไหน ๆ ก็ได้ผลออกมาตรงกัน คือ ชาวอเมริกันต้องการให้เศรษฐกิจอเมริกันดีขึ้นกว่านี้ ส่วนวัยหนุ่มสาวก็มีเพิ่มเติมประเด็นความเท่าเทียมกัน รัฐบาลประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2567 จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.9 จากร้อยละ 2. 5เมื่อปี 2566 และเมื่อเดือนกันยายน 2567 ตัวเลขการจ้างานของสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้น 254,000 ตำแหน่ง