![]()

เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไประยะที่ 2 ใน 11 มกราคม 2569 ครอบคลุม 100 เมือง เพื่อให้ประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย และความมั่นคงทางการเมือง อย่างไรก็ตาม สหประชาชาติ (UN) ประเทศตะวันตก และองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนจำนวนมากแสดงความกังวลว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่เสรี ยุติธรรม และน่าเชื่อถือ เนื่องจากมีจำนวนผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อยกว่าที่คาดการณ์ หรือประมาณร้อยละ 52 ตั้งแต่การเลือกตั้งระยะแรกเมื่อ 28 ธันวาคม 2568 รวมทั้งไม่มีพรรคคู่แข่งสำคัญทางการเมืองลงสมัครด้วย ทำให้ชัยชนะของพรรคเพื่อความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนาแห่งสหภาพ (USDP) อาจไม่มีคุณค่าและความหมายด้านประชาธิปไตย
เมียนมาจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกหลังจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อปี 2564 โดยจะจัดขึ้นในพื้นที่ 265 เมือง จากทั้งหมด 330 เมือง รวมทั้งในพื้นที่ที่รัฐบาลเมียนมายังไม่สามารถควบคุมกระแสต่อต้านทางการเมืองได้ ทำให้จำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งน้อย เพราะประชาชนในแต่ละพื้นที่กลัวว่าการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งอาจไม่ปลอดภัย รวมทั้งบางส่วนไม่ต้องการออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะไม่เห็นด้วยกับกระบวนการเลือกตั้งที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลและกองทัพในการรักษาอำนาจทางการเมืองต่อไป สำหรับการเลือกตั้งระยะที่ 3 จะมีขึ้นใน 25 มกราคม 2569 ซึ่งผู้นำเมียนมาพยายามโน้มน้าวให้ชาวเมียนมาออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
นักวิเคราะห์ในต่างประเทศประเมินว่า เมียนมาอาจจัดการเลือกตั้งครั้งนี้สำเร็จ แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยเฉพาะสหประชาชาติ เนื่องจากนาย Tom Andrews ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา (United Nations Special Rapporteur on the human rights situation in Myanmar) ที่เก็บข้อมูลเรื่องสิทธิมนุษยชนในเมียนมา เมื่อ 10 มกราคม 2569 เผยแพร่รายงานเรียกร้องให้นานาชาติไม่รับรองผลการเลือกตั้งในเมียนมา เพราะเป็นการเลือกตั้งที่กำหนดให้รัฐบาลทหารเมียนมาได้รับชัยชนะ มีการใช้ความรุนแรง รวมทั้งยังไม่มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองคนสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย
นอกจากสถานการณ์การเลือกตั้งในเมียนมา ทั่วโลกยังคงติดตามความคืบหน้าการสอบสวนกรณีรัฐบาลแกมเบียยื่นเสนอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือ ICJ สอบสวนรัฐบาลทหารเมียนมาว่าอาจเกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างพันธุ์ชาวโรฮีนจา ในรัฐยะไข่ตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ จะพิจารณาคดีดังกล่าวเป็นครั้งแรกใน 12 มกราคม 2569 จึงอาจเป็นประเด็นสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลเมียนมา และกองทัพเมียนมาต่อไป







