![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้อิทธิพลการเป็นมหาอำนาจ โดยการเยือนสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) เมื่อ 22 มกราคม 2569 ได้ประกาศกรอบความร่วมมือใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ชื่อ “Board of Peace” เป็นองค์กรระหว่างประเทศเพื่อปกป้องสันติภาพในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม และจะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมธรรมาภิบาลระหว่างประเทศภายใต้ระเบียบโลกแบบใหม่ ผู้นำสหรัฐฯ เชิญ 60 ประเทศเข้าร่วมองค์กรดังกล่าว รวมทั้งไทย ซึ่งมี 19 ประเทศร่วมลงนาม เป็นสมาชิกเริ่มต้นขององค์กรนี้แล้ว โครงสร้างคือ ประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นประธานองค์กร มีอำนาจในการดำรงตำแหน่ง และเสนอชื่อผู้ที่จะเป็นประธานคนต่อไป รวมทั้งสามารถคัดเลือกประเทศที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์กรได้อย่างเสรี
ประเทศที่ลงนามเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 19 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ลักษณะความร่วมมือเป็นแบบระดับหุ้นส่วน (partnership) ที่ไม่ผูกพันมากเท่าความร่วมมือในกรอบสหประชาชาติ ประเทศยุโรปบางประเทศ ปฏิเสธการเข้าร่วม และบางส่วนยังไม่ตัดสินใจ เพราะไม่ต้องการให้บทบาทของ Board of Peace ทำลายความเข้มแข็งของสหประชาชาติ ซึ่งเลขาธิการสหประชาชาติได้ออกมาแสดงท่าทีแล้วว่า ระเบียบระหว่างประเทศกำลังมีปัญหา
ประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก 19 ประเทศ จะมีวาระครั้งละ 3 ปี และหากต้องการเป็นสมาชิกถาวร จะต้องจ่ายค่าสมาชิกจำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งค่าสมาชิกจะเป็นงบประมาณขององค์กร และมีเพียงผู้บริหารระดับสูงขององค์กรเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจใช้งบประมาณดังกล่าว ทั้งนี้ นาย Stefan Wolff ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์จากเยอรมนีมีมุมมองว่า องค์กร Board of Peace เป็นความพยายามของผู้นำสหรัฐฯ ที่จะสร้างองค์กรระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นบริษัท โดยมีผู้นำสหรัฐฯ เป็นประธานบริหาร คุมอำนาจสูงสุด ทดแทนกรณีสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้สหประชาชาติที่ทำภารกิจด้านสันติภาพ โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ เห็นว่านโยบายการทูตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาล้มเหลวและไม่สามารถสร้างสันติภาพได้อย่างแท้จริง ดังนั้น สหรัฐฯ จะเริ่มใหม่ด้วยการดำเนินงานผ่านองค์กร Board of Peace ที่ปฏิบัติภารกิจตามแผนที่ทำได้จริง หาแนวทางแก้ไขร่วมกันที่เป็นไปได้ และต้องกล้าเสนอมุมมองใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมา
ภารกิจสำคัญที่องค์กร Board of Peace จะดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ การฟื้นฟูฉนวนกาซา โดยสหรัฐฯ เปิดเผยแผนฟื้นฟูฉนวนกาซาด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัยใหม่ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนต่างประเทศอย่างมาก ขณะเดียวกันก็ตกเป็นประเด็นวิจารณ์เชิงลบว่าผู้นำสหรัฐฯ ทำให้การประชุม WEF กลายเป็นเวทีประชาสัมพันธ์ผลงานและระเบียบโลกใหม่เชิงภูมิรัฐศาสตร์ มากกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการประชุม
ระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐฯ ที่มี Board of Peace ของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นตัวอย่างในการปฏิรูปองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นเครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และจะเข้าไปแทนที่ภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ ทำให้การเมืองระหว่างประเทศ และการวางท่าทีของประเทศต่าง ๆ เช่น ไทยในการรักษาดุลอำนาจ ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากต้องชั่งใจในการต้องเลือกข้างด้วยการเข้าร่วมกับสหรัฐฯ กับการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ นอกจากนี้ การเป็นสมาชิก Board of Peace อาจตามมาด้วยการที่ต้องแข่งขันกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน ที่อาจได้ผลประโยชน์ตอบแทนจากสหรัฐฯ และกระทบต่อการเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน จากการเข้าเป็นสมาชิก Board of Peace ของเวียดนามและอินโดนีเซีย
Board of Peace จะเป็นเครื่องมือใหม่ของสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน เพราะประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นประธานองค์กรดังกล่าว และมีอำนาจในการพิจารณาคัดเลือกสมาชิก รวมทั้งแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดในรัฐบาลสหรัฐฯ ปัจจุบันส่วนใหญ่ให้เป็นคณะกรรมการระดับสูง อาจเป็นจุดอ่อนที่ทำให้ความร่วมมือในองค์กร Board of Peace ไม่ต่อเนื่อง เพราะขึ้นอยู่กับ “ประธานาธิบดีทรัมป์” ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีผู้นำสหรัฐฯ ประกาศไม่รับแคนาดาเข้าร่วมองค์กร ทั้งที่ส่งหนังสือเชิญไปแล้ว โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจน แต่คาดว่าผู้นำสหรัฐฯ ไม่พอใจที่ผู้นำแคนาดามีถ้อยแถลงโจมตีสหรัฐฯ ในเวทีการประชุมระหว่างประเทศ รวมทั้งขยายความร่วมมือทางการค้ากับจีน
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศจำนวนมากก็ยังไม่เห็นด้วยว่าการจัดตั้ง Board of Peace จะเป็นอันตรายต่อสหประชาชาติ เช่น นายอันโตนิอู กุแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ มีมุมมองว่า องค์กรของสหรัฐฯ ยังมีสมาชิกจำนวนน้อย และไม่มีมหาอำนาจในยุโรป รวมทั้งจีน และรัสเซียเข้าร่วม ด้านจีนก็ยืนยันว่าจะยึดมั่นระบบพหุภาคี ที่มีสหประชาชาติ หรือ UN เป็นศูนย์กลาง รวมถึงระเบียบโลก กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักปฏิบัติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) ขณะที่รัสเซียก็ยังไม่มีการตอบรับเข้าเป็นสมาชิกตามที่ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวอ้าง
ความพยายามในการจัดตั้งและสร้าง Board of Peace สะท้อนว่า สหรัฐฯ ยังไม่ล้มเลิกการสร้างความร่วมมือแบบพหุภาคี แต่ต้องเป็นความร่วมมือที่สหรัฐฯ ได้ประโยชน์และเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังคงมีอิทธิพลและสามารถโน้มน้าวนานาชาติให้พร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ได้ ไม่ว่ากรอบความร่วมมือดังกล่าวอาจต้องแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์หรือการถูกวิจารณ์ว่าเข้าข้างมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือการถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ..อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น การติดตามผลงานของ Board of Peace ในการฟื้นฟูฉนวนกาซา จะเป็น “ตัวชี้วัด” ที่ดีที่สุดสำหรับการทดลองใช้กลไกใหม่ของสหรัฐฯ และการวางดุลอำนาจกับมหาอำนาจของประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศขนาดใด ….. รวมทั้งไทย







