![]()

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence-AI) มีความเชื่อมโยง และเกื้อหนุนการก่อการร้ายมากขึ้น ซึ่งมีบทวิเคราะห์ของสถาบันทางวิชาการที่น่าสนใจในทั้ง 2 EP โดย EP 1/2 เป็นบทวิเคราะห์เกี่ยวกับภาพรวมของผู้ก่อการร้ายกับ AI ส่วน EP 2/2 เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้าย Boko Haram ใช้ AI
สำหรับ EP 1/2 : เทคโนโลยี AI กับการก่อการร้าย เป็นบทวิเคราะห์เรื่อง Artificial Intelligence and the Future of Terrorism ของ Center for Strategic and International Studies (CSIS) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมอง ด้านการต่างประเทศ ความมั่นคง และยุทธศาสตร์ระดับโลกของสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ เมื่อ 10 กรกฎาคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงผู้ก่อการร้ายใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้แก่ AI ในการดำเนินการ และมุมมองของฝ่ายความมั่นคง
ภาพรวมและพฤติกรรมของผู้ก่อการร้ายกับ AI ….
บทความสะท้อนให้เห็นภาพการก่อการร้ายในยุคปัจจุบันว่า AI มีแนวโน้มที่จะเข้ามาส่งเสริมรูปแบบการก่อการร้ายเดิมที่มีอยู่แล้ว (เช่น การก่อเหตุเพียงลำพัง การและโฆษณาชวนเชื่อ) มากกว่า ที่จะสร้างรูปแบบการโจมตีแบบใหม่ทั้งหมดด้วยการใช้ AI แต่การที่กลุ่มก่อการร้ายส่วนใหญ่ยังไม่ใช่อยู่ในช่วงวัยของนักประดิษฐ์เทคโนโลยีหน้าใหม่ และยังเป็นองค์กรที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงมักเลือกใช้เทคโนโลยีทั่วไปที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าราคาถูกและได้ผล ดังนั้น คาดว่าผู้ก่อการร้ายจะเลือกใช้เครื่องมือ AI แบบโอเพนซอร์ส หรือแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ที่มีอยู่ทั่วไป เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในองค์กร มากกว่าที่จะสร้างระบบ AI ขั้นสูงขึ้นมาเอง
การประยุกต์ใช้ AI ของกลุ่มก่อการร้าย
กลุ่มก่อการร้ายจะทำการโฆษณาชวนเชื่อและหาแนวร่วม ซึ่งการใช้ Generative AI ช่วยลดต้นทุนและข้อจำกัดด้านภาษา และทำให้กลุ่มก่อการร้ายสามารถสร้างเนื้อหา เช่น ข้อความ เสียง รูปภาพ วิดีโอ ที่มีคุณภาพและเจาะจงกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี Deepfake เพื่อปลอมแปลงบุคคลสำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับเนื้อหาหลอกลวงได้ ผู้ก่อการร้ายสามารถใช้ AI เพื่อสร้างวิดีโอหรือข่าวสารปลอมในช่วงเวลาสับสนหลังเกิดเหตุโจมตี เช่น การสร้างวิดีโอผู้ประกาศข่าวจำลอง เพื่อเร่งให้เกิดความตื่นตระหนก ความเข้าใจผิด และกระตุ้นให้สังคมแตกแยกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
กลุ่มก่อการร้ายสามารถใช้ AI เพื่อเสริมขีดความสามารถในการหลอกลวงทางการเงิน การทำฟิชชิง และปลอมแปลงตัวตนหรือองค์กรการกุศลเพื่อหาเงินเข้ากลุ่ม ขณะที่ระบบแชทบอทของ AI อาจถูกนำมาใช้เป็น “เพื่อนคุย” หรือผู้ให้คำปรึกษาที่สามารถตอบสนองด้านอารมณ์ และค่อย ๆ ปลูกฝังแนวคิดหัวรุนแรงให้กับผู้ที่โดดเดี่ยวทางสังคม ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการก่อเหตุเพียงลำพัง AI ยังสามารถช่วยให้ผู้ก่อการร้ายข้ามอุปสรรคทางความรู้ เพิ่มความเชี่ยวชาญได้ง่ายขึ้น ด้วยการใช้ AI ช่วยค้นหาข้อมูลเป้าหมาย แปลภาษา หรือแม้แต่แนะนำวิธีสร้างระเบิดให้กับผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้ เริ่มมีการใช้ AI ร่วมกับโดรนติดอาวุธ และทั่วโลกเริ่มกังวลเกี่ยวกับการใช้ AI เพื่อวิเคราะห์และสร้างสารชีวภาพอันตราย
ในขณะที่ผู้ก่อการร้ายใช้ AI ฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ประโยชน์จาก AI อย่างมากเช่นกัน เช่น หน่วยข่าวกรองสามารถใช้ระบบ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ติดตามธุรกรรมทางการเงิน คาดการณ์เป้าหมาย วิเคราะห์พฤติกรรม ตลอดจนติดตามการเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ผ่านกล้อง ดาวเทียม และการดักฟัง แต่ก็มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน โดยการพึ่งพาระบบ AI เพื่อสอดแนมและคาดการณ์มากเกินไป อาจนำไปสู่การละเมิดความเป็นส่วนตัว การจับกุมผู้บริสุทธิ์ และเสี่ยงต่อการเปลี่ยนเป็นรัฐสอดแนมที่ควบคุมประชาชนเกินขอบเขต
บทความดังกล่าวเสนอว่ารัฐบาลควรบังคับให้มีการตรวจสอบระบบ AI โดยหน่วยงานอิสระ ทั้งการป้องกันความเสี่ยงและขั้นตอนการบรรเทาผลกระทบ รวมทั้งสร้างกลไก การประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน อย่างใกล้ชิด ทั้งการแชร์ข้อมูลภัยคุกคาม และการรับมือภาวะวิกฤต นอกจากนี้ ควรเฝ้าระวังความเสี่ยงด้านอาวุธเคมีและชีวภาพที่อาจเกิดจาก AI อย่างไรก็ดี ระบบวิเคราะห์การก่อการร้ายด้วย AI ต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอยู่ภายใต้การพิจารณาของศาล รวมทั้งต้องหลีกเลี่ยงการมองว่าเทคโนโลยีเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง (Technological determinism) ปัญหาการก่อการร้ายมีความซับซ้อนและมีรากฐานมาจากความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือขยายผลเท่านั้น
ติดตาม EP : 2/2 เกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้าย Boko Haram ใช้ AI







