![]()

สหรัฐฯ มีโครงการสร้างคลังสำรองแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) หรือแร่หายากตาม Project Vault เพื่อลดความเสี่ยงในการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อการผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อากาศยาน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงเพื่อรับประกันวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาจีนในระยะยาวด้วย ปัจจุบันโครงการนี้อยู่ในช่วงเริ่มดำเนินการ แต่มีการเริ่มจัดหาแร่สำคัญเพื่อเข้าคลังสำรองแล้ว หลังจากสหรัฐฯ ประกาศเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจไทย-สหรัฐฯ ว่าด้วยความร่วมมือในการกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เมื่อ 26 ตุลาคม 2568 กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นอกรอบการประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ 47 ที่มาเลเซีย บันทึกความเข้าใจดังกล่าวจึงอาจทำให้ไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายเชิงรุกในการแสวงหาและครอบครองแร่หายาก ดังนี้
– สหรัฐฯ อาจดึงไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุใหม่ และใช้ไทยเป็นฐานการผลิตแร่ธาตุใหม่ เข้ามาลงทุนเพื่อวิจัย พัฒนา หรือถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิตแร่ธาตุ ไม่ว่าจะเป็นการขุดเจาะ การสกัด และการแปรรูปแร่ในไทย ซึ่งหากประสบผลสำเร็จ จะส่งผลให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในห่วงโซ่อุปทานแร่โลก ทั้งยังทำให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย เปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดแร่ธาตุสำคัญและมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพและสำคัญมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างประเทศให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตได้มากขึ้น เสริมสร้างการจ้างงานภายในประเทศ และเกิดการพัฒนาศักยภาพแรงงานและบุคลากรภายในประเทศอีกด้วย แต่อาจต้องแลกกับความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลเช่นกัน
– การเข้าไปสำรวจแร่ธาตุหายากของสหรัฐฯ ในไทย หรือโครงการใด ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปแร่ธาตุที่อาจเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงระหว่างไทย-สหรัฐฯ หากเกิดขึ้นอาจส่งผลต่อความวุ่นวายในสังคมที่จะเกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนและองค์การพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ (NGOs) โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลได้
– หากสหรัฐฯ ดึงไทยเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ไทยถูกดึงเข้าสู่สมรภูมิสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ซึ่งหากทั้งสองประเทศมีการออกมาตรการทางภาษีหรือมาตรการอื่น ๆ ตอบโต้กัน ไทยอาจได้รับผลกระทบไปด้วย เนื่องจากปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยรวมไปถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศก็ยังคงพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากจีนเป็นหลัก นอกจากนี้ ไทยอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศที่ถูกกดดันให้เลือกข้างระหว่างสหรัฐฯ กับ จีน ในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญนี้







