![]()

ปริมาณน้ำมันที่หมุนเวียนในตลาดโลกลดต่ำลงอย่างมาก และอาจจะลดต่ำลงมากขึ้น หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายจากการเข้าควบคุมจากทั้งฝ่ายอิหร่านและสหรัฐฯ โดยมีรายงานว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ในห้วง เมษายน 2569 ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี 2543 โดยผลิตได้ลดลง 830,000 บาร์เรลต่อวัน เหลือผลิตได้ประมาณ 20.04 ล้านบาร์เรลต่อวัน คูเวตเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากส่งออกน้ำมันได้น้อยมากตลอดทั้ง เมษายน 2569 ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและอิรักต้องลดกำลังการผลิตภายหลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกโจมตี
ประธาน/CEO บจ. Saudi Aramco ระบุว่า ปริมาณน้ำมันหายไปจากตลาดโลก กว่า 1,000 ล้านบาร์เรล และจะสูญเสียอีกประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อสัปดาห์ ขณะที่เรือขนส่งน้ำมันสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 2-5 ลำ จาก 700 ลำต่อวัน พร้อมกับประเมินว่า หากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถทำให้เรือขนส่งน้ำมันแล่นผ่านได้เป็นปกติได้ใน มิถุนายน 2569 ตลาดน้ำมันโลกจะฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2570
ขณะที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และสหรัฐฯ ที่เตรียมพร้อมระบายน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ Strategic Petroleum Reserve SPR เพื่อพยุงตลาด แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและราคาน้ำมันในตลาดโลก อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ได้ประกาศเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 ว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มปล่อย SPR จำนวน 53.3 ล้านบาร์เรลแล้ว จากที่ได้ตกลงไว้กับ IEA เมื่อ มีนาคม 2569 ว่าจะช่วยปล่อย SPR ทั้งหมด 172 ล้านบาร์เรล
ทั้งนี้ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากอิหร่านแสดงออกถึงความพร้อมจะตอบโต้สหรัฐฯ หลังจากที่ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าการตอบรับข้อเสนอของอิหร่าน เพื่อนำไปสู่การเจรจาเป็นส่งที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่ สหรัฐฯ ยังเดินหน้าคว่ำบาตรต่อเครือข่ายที่ช่วยเหลืออิหร่านในการค้าน้ำมัน โดย เมื่อ 11 พฤษภาคม 2569 ประกาศคว่ำบาตรบุคคล 3 ราย และบริษัท 9 แห่ง ซึ่งตั้งอยู่ในฮ่องกง 4 แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 แห่ง และโอมาน 1 แห่ง ฐานให้การช่วยเหลือกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในการขายและขนส่งน้ำมันอิหร่านไปยังจีนโดยใช้บริษัทบังหน้า







