![]()
หน่วยข่าวกรองความมั่นคงตำรวจนอร์เวย์ (Norwegian Police Security Service – PST) เผยแพร่รายงาน National Threat Assessment 2026 ซึ่งประเมินภัยคุกคามระดับชาติทั้งจากรัฐต่างชาติ กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง และความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคม ให้พร้อมรับมือและวางมาตรการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
รายงานชี้ว่า ปัจจุบันนอร์เวย์กำลังเผชิญสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 อันเป็นผลจากความตึงเครียดจากปฏิบัติการของต่างชาติ สงครามที่ดำเนินอยู่ การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ และการขยายตัวของภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threat) ทั้งทางการทหาร ทางไซเบอร์ การบิดเบือนข่าวสาร และความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางการเมือง โดยประเมินว่ารัสเซีย จีน และอิหร่าน เป็นรัฐที่สร้างภัยคุกคามหลัก ทั้งด้านข่าวกรอง การจารกรรมทางไซเบอร์ การแทรกแซงทางการเมือง และการก่อวินาศกรรมต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ในส่วนของรัสเซีย รายงานประเมินว่าหน่วยข่าวกรองมุ่งเป้าไปที่กองทัพ การฝึกซ้อมร่วมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) การสนับสนุนยูเครน และพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างอาร์กติกและภูมิภาคตอนเหนือสุด (High North) ผ่านวิธีการหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม การบ่อนทำลาย ไปจนถึงการแทรกซึมและการสรรหาแหล่งข่าวผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและบุคคลที่ไม่มีความเชื่อมโยงอย่างเป็นทางการกับรัฐ ที่น่ากังวลคือ ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนราว 100,000 คนในนอร์เวย์ตกเป็นเป้าหมายการสรรหา โดยรัสเซียพยายามกดดันและชักจูงผ่านการข่มขู่ครอบครัวที่ยังอยู่ในยูเครนหรือทรัพย์สินในพื้นที่ที่รัสเซียยึดครอง ซึ่งบางรายอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังให้ความช่วยเหลือหน่วยข่าวกรองรัสเซีย
ด้านจีนได้เพิ่มขีดความสามารถในการปฏิบัติการในนอร์เวย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในมิติ ไซเบอร์ที่เน้นการจารกรรมข้อมูล การรวบรวมข่าวกรอง และการกดดันผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน ทั้งนี้ จีนใช้บริษัทเอกชนด้านไซเบอร์ ความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันวิชาการ ตลอดจนเครือข่ายบุคคลทั่วไป เป็นเครื่องมือแทรกซึมและเข้าถึงข้อมูลสำคัญ รวมถึงพยายามสร้างเครือข่ายสายข่าวผ่านเว็บไซต์หางานอย่าง LinkedIn นอกจากนี้ รายงานยังเตือนว่าความร่วมมือด้านวิจัยระหว่างนอร์เวย์กับจีนอาจถูกใช้เป็นช่องทางเข้าถึงเทคโนโลยีหรือช่องโหว่ด้านซอฟต์แวร์ เพื่อนำไปใช้ในปฏิบัติการข่าวกรองและไซเบอร์ของจีนในอนาคต ขณะที่อิหร่านนั้นประเมินว่าจะยังคงดำเนินปฏิบัติการข่าวกรองและปฏิบัติการด้านอิทธิพลต่อไป โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้ลี้ภัย นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ และสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เน้นการติดตามและกดดันกลุ่มผู้เห็นต่าง อีกทั้งยังถูกมองว่าใช้เครือข่ายอาชญากรข้ามชาติหรือตัวแทนบังหน้าเพื่อปกปิดร่องรอยที่เชื่อมโยงกลับไปยังรัฐบาล รวมถึงอาจใช้การโจมตีไซเบอร์ การลอบทำลายทรัพย์สิน หรือการลอบสังหารเพื่อกดดันฝ่ายตรงข้าม
ประเด็นที่รายงานให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือปฏิบัติการทางไซเบอร์ (Cyber Operations) ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐต่างชาติใช้เจาะระบบดิจิทัลของนอร์เวย์ ทั้งผ่านช่องโหว่ทางเทคนิคและการหลอกลวงทางสังคม (Social Engineering) โดยมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างตัวตนปลอม ภาพ วิดีโอ และข้อความที่สมจริงยิ่งขึ้น ตลอดจนใช้บริษัทเอกชนหรือกลุ่ม Hacktivist เป็นตัวแทนในการโจมตี ตัวอย่างที่รายงานหยิบยกขึ้นมาคือกลุ่มแฮกเกอร์จีนชื่อ “Salt Typhoon” ซึ่งเชี่ยวชาญการเจาะระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม และเคยโจมตีอุปกรณ์เครือข่ายขององค์กรในนอร์เวย์ จุดที่น่าสนใจคือกลุ่มนี้ไม่ใช่หน่วยงานรัฐโดยตรง แต่เชื่อมโยงกับบริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์เอกชนของจีนที่รับงานให้หน่วยข่าวกรองจีนอีกทอดหนึ่ง
อีกกรณีที่กำลังดำเนินอยู่คือปฏิบัติการของแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ ที่ใช้ Social Engineering ให้บริษัทในนอร์เวย์และประเทศตะวันตกจ้างโปรแกรมเมอร์ชาวเกาหลีเหนือโดยไม่รู้ตัว ด้วยการปลอมแปลงเอกสารแสดงตน อ้างสัญชาติประเทศอื่นบังหน้า และทำงานทางไกล (Remote) ทั้งหมด โดยไม่ต้องพบหน้ากันจริง ทำให้บริษัทไม่อาจทราบประเทศต้นทางที่แท้จริง เมื่อได้งานแล้วก็ทำหน้าที่และรับเงินเดือนตามปกติ ทว่ารายได้ดังกล่าวกลับถูกส่งกลับไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธและโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ
สำหรับภัยคุกคามจากกลุ่มหัวรุนแรงและความรุนแรงที่มีแรงจูงใจทางการเมือง รายงานระบุว่ารูปแบบการก่อการร้ายมีความซับซ้อนและกระจัดกระจายมากขึ้น โดยภัยที่ร้ายแรงที่สุดยังคงมาจากกลุ่มแนวคิดอิสลามนิยมสุดโต่ง (Islamist extremism) และกลุ่มขวาจัด (Right-wing extremism) ซึ่งมีแนวโน้มใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เผยแพร่แนวคิดสุดโต่งและชักจูงเยาวชนรวมถึงผู้เยาว์ ผ่านช่องทางอย่าง TikTok, Telegram, Roblox และ Minecraft ขณะเดียวกัน ความรุนแรงยังอาจถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ที่ผนวกกับความหลงใหลในความรุนแรง หรือปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ปัญหาสุขภาพจิตและความรู้สึกโดดเดี่ยวถูกทอดทิ้ง
ท้ายที่สุด PST ย้ำว่าการรับมือภัยคุกคามไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานความมั่นคงเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความตระหนักรู้และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อกำหนดมาตรการรับมือในระดับชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากภัยคุกคามยุคใหม่มีลักษณะซับซ้อน กระจายตัว และเชื่อมโยงกันระหว่างรัฐต่างชาติ กลุ่มหัวรุนแรง เครือข่ายอาชญากรรม และโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ตัวแทน (Proxy Actors) ในการปฏิบัติการ ซึ่งทำให้การตรวจจับภัยคุกคามทำได้ยากยิ่งขึ้น







