![]()

RAND Corporation สถาบันวิจัยนโยบายและคลังสมองชั้นนำของสหรัฐฯ เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ต่อสงครามและการแข่งขันทางทหารในอนาคต โดยศึกษาผ่านปัจจัยพื้นฐาน 4 ด้าน ได้แก่ ปริมาณกับคุณภาพ การซ่อนพรางกับการค้นหา การสั่งการแบบรวมศูนย์กับกระจายศูนย์ และการรุก–รับทางไซเบอร์
รายงานจัดให้ AI เป็น “General-Purpose Technology” หรือเทคโนโลยีอเนกประสงค์ที่ไม่ได้เป็นเพียงอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกมิติของการทหาร ทั้งการวิเคราะห์ข่าวกรอง การควบคุมระบบอัตโนมัติ การจัดการเครือข่ายการรบ ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ AI จะช่วยลดข้อจำกัดด้านการประมวลผลของมนุษย์ และทำให้กองทัพสามารถปฏิบัติการที่ซับซ้อนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในด้านปริมาณกับคุณภาพ AI และระบบอัตโนมัติจะทำให้กำลังรบจำนวนมากกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดเดิมของกองทัพมหาอำนาจโดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มักพึ่งพายุทโธปกรณ์คุณภาพสูง ราคาแพง แต่มีจำนวนจำกัด เมื่อโดรนและระบบไร้คนขับสามารถผลิตได้ในต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับสนามรบจริง แนวคิด Robotic Mass หรือกำลังรบอัตโนมัติขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นได้จริง นักวิจัยอ้างอิง Lanchester Square Law เพื่อชี้ว่ากำลังที่มีจำนวนมากพออาจสามารถเอาชนะกำลังที่มีคุณภาพสูงกว่าได้ สรุปว่า AI มีแนวโน้มทำให้ “ปริมาณ” ได้เปรียบ “คุณภาพ” มากขึ้นในอนาคต
ในด้านการซ่อนพรางกับการค้นหา AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ฝ่ายค้นหาด้วย Sensor Fusion, การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม, โดรน ISR และระบบวิเคราะห์ข้อมูลอัตโนมัติ ทำให้สามารถค้นหาและติดตามเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อย่างไรก็ตาม AI ยังช่วยฝ่ายซ่อนพรางได้ผ่านการสร้าง Fog of War เวอร์ชันใหม่ ทั้งเป้าลวงอัตโนมัติ สัญญาณปลอม และการจำลองรูปแบบการเคลื่อนที่เพื่อหลอกระบบตรวจจับ สงครามในอนาคตจึงไม่ใช่แค่การหาเป้าหมายให้พบ แต่คือการแยกของจริงออกจากของปลอม ฝ่ายข่าวกรองจำเป็นต้องวิเคราะห์ Deception Layer และรับมือกับ Adversarial AI Manipulation ได้ตลอดเวลา
ในด้านการสั่งการ นักวิจัยมองว่า AI จะไม่ได้ทำให้การสั่งการแบบรวมศูนย์กลายเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเสมอไป เพราะปัญหาหลักของสงครามไม่ได้อยู่ที่การคิดวิเคราะห์ไม่ทันเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมด้วย รายงานจึงสนับสนุนแนวคิด Mission Command ที่ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงกำหนดเป้าหมาย ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการมีอิสระตัดสินใจตามสถานการณ์จริง โดยมี AI ช่วยประสานงานระหว่างโดรน ระบบอัตโนมัติ และหน่วยรบในเครือข่ายสนามรบ
ในด้านสงครามไซเบอร์ AI จะเพิ่มขีดความสามารถให้ทั้งฝ่ายโจมตีและฝ่ายป้องกัน แม้ปัจจุบัน AI มักช่วยให้ฝ่ายโจมตีได้เปรียบในการค้นหาและเจาะช่องโหว่ แต่ AI ในอนาคตจะช่วยให้ฝ่ายป้องกันตรวจจับภัยคุกคาม วิเคราะห์พฤติกรรมผิดปกติ และตอบสนองต่อการโจมตีได้โดยอัตโนมัติ ขณะเดียวกันฝ่ายโจมตีก็อาจใช้ AI พัฒนามัลแวร์ ฟิชชิ่ง และระบบโจมตีอัตโนมัติไปพร้อมกัน สงครามไซเบอร์จึงจะมีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
รายงานสรุปว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของการแข่งขันทางการทหาร มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือช่วยรบทั่วไป ประเทศที่ยังพึ่งพาระบบราคาแพงจำนวนน้อยหรือยึดติดกับโครงสร้างแบบเดิมมีแนวโน้มจะเสียเปรียบประเทศที่สามารถสร้าง AI-Enabled Battle Network และ Robotic Mass ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย RAND เสนอให้กองทัพสหรัฐฯ ปรับโครงสร้างกำลังรบ การผลิต และแนวคิดด้านการทำสงครามใหม่ทั้งหมด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับยุค AI Warfare ที่กำลังจะมาถึง







