![]()

S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ตลาด และการจัดอันดับเครดิต (Credit Ratings) เมื่อต้น มิถุนายน 2569 เผยแพร่บทวิเคราะห์ที่กำลังเป็นกระแสที่น่าสนใจ และการที่ประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมรับมือ เรื่อง How Geopolitical Shifts are Reshaping Metals Markets ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวโน้มของตลาดโลหะว่ากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการเชิงโครงสร้าง
ในเรื่อง How Geopolitical Shifts are Reshaping Metals Markets ประเด็นที่ S&P Global วิเคราะห์ไว้เชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์โลก เฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่เริ่มตั้งแต่ปลาย กุมภาพันธ์ 2569 ว่า หากความกังวลเรื่องสงครามลดลง รวมถึงการหยุดยิงในอ่าวเปอร์เซีย จะทำให้ราคาของโลหะอุตสาหกรรมที่สูงขึ้นจาก ปรับตัวลดลง เช่น ราคาทองแดง และแร่เงิน ขณะที่แร่เงินมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าทองคำ หากเกิดสันติภาพที่ยั่งยืน เนื่องจากแร่เงินมีความต้องการใช้งานจริงรองรับอย่างแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
สำหรับความต้องการทองแดงในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างมาก จากการมุ่งสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก เช่น การผลิตแบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และแผงโซลาร์เซลล์ ในปี 2569 ราคาเฉลี่ยของทองแดงจะอยู่ที่ 12,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน อย่างไรก็ดี แร่หายาก (Rare Earth) ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เห็นได้จากความขัดแย้งทางการทหารในรัฐคะฉิ่น เมียนมา เผชิญความเสี่ยงจากอุปทานของแร่หายาก เช่น เทอร์เบียม (Terbium) และดิสโพรเซียม (Dysprosium) ซึ่งจำเป็นต่อการผลิตแม่เหล็กประสิทธิภาพสูงในรถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม รวมทั้งความเสี่ยงจากการพึ่งพาจีนในการแปรรูปแร่เกือบทั้งหมด ทำให้ตะวันตกต้องเร่งลงทุนเพื่อกระจายแหล่งอุปทานไปยังประเทศพันธมิตร เช่น โครงการในออสเตรเลีย
นอกจากนี้ ลัทธิชาตินิยมด้านทรัพยากรยังกดดันต้นทุนให้สูงขึ้น โดยประเทศที่อุดมด้วยแร่ธาตุ เริ่มหันมาควบคุมทรัพยากรของตนเองมากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เช่น กีนีที่ควบคุมการส่งออกแร่บ็อกไซต์ (ผลิตอะลูมิเนียม) และคองโกที่ระงับการทำเหมืองแร่โคลแทนในบางพื้นที่ มาตรการเหล่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และอะลูมิเนียมทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น







