![]()

วุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เห็นชอบให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ต้องยุติปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน และถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นครั้งแรกตั้งแต่มีการประกาศใช้กฎหมาย War Powers Act ปี 2516 ที่ทั้งสองสภาของสหรัฐฯ ผ่านมติเรียกร้องให้ประธานาธิบดีถอนกำลังสหรัฐฯ ออกจากการสู้รบ โดยวุฒิสภาเห็นชอบเมื่อ 23 มิถุนายน 2569 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรผ่านมติดังกล่าวเมื่อต้น มิถุนายน 2569 อย่างไรก็ดี มติดังกล่าวมีผลเชิงสัญลักษณ์มากกว่าผลทางปฏิบัติ และมตินี้ก็ไม่ได้ต้องส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนาม
ประธานาธิบดีทรัมป์ และทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมตินี้ พร้อมอ้างว่าสหรัฐฯ ได้ทำข้อตกลงยุติสงครามไปตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 พร้อมเห็นว่า การผ่านมตินี้เอื้อประโยชน์ให้อิหร่าน ส่วนการที่พรรครีพับลิกันส่วนใหญ่ผ่านมติครั้งนี้ พรรครีพับลิกันอ้างว่าเป็นเพราะมีสมาชิกพรรคบางคนไม่เข้าร่วม แต่ความเป็นจริงแล้ว สะท้อนว่าสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนเริ่มไม่เห็นด้วยกับนโยบายการทำสงครามของรัฐบาล และอาจเป็นอุปสรรคสำคัญในขณะที่รัฐบาลเตรียมขออนุมัติงบประมาณจากฝ่ายนิติบัญญัติอีกประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อใช้จ่ายในสงคราม
มติที่ทั้งสองสภาผ่านข้างต้นตอกย้ำการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ชาวอเมริกันเห็นชอบลดลง ซึ่งผลการสำรวจความนิยมเมื่อ กลาง มิถุนายน 2569 ของหลายสำนักพบว่าประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับความนิยมต่ำมาก โดยมากกว่าร้อยละ 30 เพียงเล็กน้อย ซึ่งต่ำสุดนับแต่การบริหารประเทศในทรัมป์ 2.0 จากที่ได้รับความนิยมเกือบร้อยละ 50 ในการเริ่มบริหารประเทศ เมื่อ มกราคม 2568 นอกจากนี้ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ยังไม่พอใจกับการบริหารจัดการเกี่ยวกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของชาวอเมริกันที่คาดหวังจากการบริหารประเทศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
ความไม่พอใจของชาวอเมริกันต่อการบริหารจัดการประเด็นเศรษฐกิจ ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปกลางสมัย ในต้น พฤศจิกายน 2569 พรรครีพับลิกันอาจเสี่ยงที่จะสูญเสียเสียงข้างมากในทั้งสองสภา ซึ่งตอนนี้ชาวอเมริกันเห็นว่าสงครามกับอิหร่านทำให้ชาวอเมริกันต้องซื้อสินค้าในราคาแพงมากขึ้น จากภาวะผันผวนของพลังงาน ซึ่งเมื่อ พฤษภาคม 2569 ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ สูงขึ้น อยู่ที่ร้อยละ 4.2 ซึ่งสูงสุดนับแต่ปี 2566 นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังไม่พอใจที่สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการทำงครามกับอิหร่าน โดย Center for Strategic and International Studies (CSIS) ประเมินว่า จะสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุเมื่อ กลางพฤษภาคม 2569 ว่า ประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ







