![]()

สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อ 31 กรกฎาคม 2569 มีพัฒนาการที่สำคัญในอย่างน้อย 2 พื้นที่ ได้แก่ ความขัดแย้งในฉนวนกาซา โดยมีความเปลี่ยนแปลง คือ กลุ่มฮะมาสประกาศยินยอมปลดอาวุธ หากอิสราเอลถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา และปฏิบัติตามข้อตกลงที่กลุ่มความร่วมมือ Board of Peace เสนออย่างเป็นขั้นตอนและจริงจัง ทั้งนี้ แม้ว่ากลุ่มฮะมาสจะย้ำว่าอิสราเอลต้องถอนกำลังทหารออกจากฉนวนกาซาก่อน แต่ผู้นำสหรัฐฯ ได้ประกาศให้ทั่วโลกเข้าใจว่ากลุ่มความร่วมมือ Board of Peace ประสบความสำเร็จในการจัดการความมั่นคงและสันติภาพในฉนวนกาซา พร้อมระบุว่าการที่กลุ่มฮะมาสยอมปลดอาวุธ ครอบคลุมทั้งการปลดอาวุธหนักและการควบคุมอุโมงค์ใต้ดิน จะเป็นขั้นตอนสำคัญสู่การยุติสงครามในพื้นที่ดังกล่าว รวมทั้งจัดตั้งรัฐบาลบริหารฉนวนกาซาต่อไปในอนาคต
แม้ว่ากลุ่มความร่วมมือ Board of Peace จะประกาศความสำเร็จ แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่เชื่อมั่นว่ากลุ่มฮะมาส รวมทั้งอิสราเอลจะปฏิบัติตามข้อตกลง เนื่องจากยังมีความขัดแย้ง และต้องใช้ระยะเวลานานจนกว่าจะยืนยันความเคลื่อนไหวของทั้ง 2 ฝ่ายได้ ขณะที่ประเทศผู้ประสานงาน ได้แก่ อียิปต์ กาตาร์ ตุรกี และสหรัฐฯ จะติดตามความเคลื่อนไหวของคู่ขัดแย้งอย่างใกล้ชิดเพื่อให้บรรลุขั้นตอนตามข้อตกลง ก่อนหน้านี้ กลุ่มฮะมาสประกาศยอมให้มีกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลบริหารฉนวนกาซา และยังยินยอมจะปลดอาวุธในครั้งนี้ จึงอาจเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลเป็นฝ่ายยอมทำตามเงื่อนไขและข้อตกลง เพื่อให้นานาชาติเข้าไปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูฉนวนกาซาที่ได้รับความเสียหายจากสงครามเป็นระยะเวลานาน
ความมั่นคงในฉนวนกาซาจึงมีสัญญาณเชิงบวก แต่ยังไม่แน่นอน ขณะที่ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านยังคงตึงเครียด ส่งผลเสียต่อบรรยากาศความมั่นคงของประเทศรอบอ่าว โดยมีรายงานการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และเริ่มปรากฏกระแสวิจารณ์ยุทธศาสตร์สงครามของรัฐบาลสหรัฐฯ เชิงลบว่าไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่สามารถกดดันอิหร่านได้ รวมทั้งยังทำให้ประเทศรอบอ่าวตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นเป้าหมายโจมตี นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังต้องสงสัยว่ากลุ่มแฮกเกอร์ที่อิหร่านสนับสนุน ปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ต่อโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ทำให้ระบบประปาชุมชนกว่า 30 แห่งในรัฐมินเนโซตา ได้รับความเสียหาย







