![]()

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เผชิญความท้าทายในการบังคับใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อลงโทษประเทศคู่ค้าที่มีปัญหาการแก้ไขประเด็นใช้แรงงานบังคับ เนื่องจากสมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติบางส่วนไม่เห็นด้วยและคัดค้านการใช้มาตรการดังกล่าว สะท้อนว่าระบบการเมืองของสหรัฐฯ มีกระบวนการใช้การถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการที่ยังคงเข้มแข็งและเข้มข้น โดยเมื่อ 4 สิงหาคม 2569 สมาชิกฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครตจำนวน 25 คนจาก 25 รัฐ ยื่นฟ้องประธานาธิบดีทรัมป์กรณีประกาศเมื่อ กรกฎาคม 2569 จะเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 ประเทศคู่ค้าทั่วโลก ด้วยเหตุผลไม่สามารถแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานบังคับ โดยฝ่ายนิติบัญญัติมีความเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขต และเป็นการออกคำสั่งอย่างผิดกฎหมาย
ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้และยืนยันว่าการใช้คำสั่งของผู้นำสหรัฐฯ เป็นไปอย่างเหมาะสมและตามกฎหมาย รวมทั้งจะเป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาการค้าระหว่างประเทศ ที่สหรัฐฯ เผชิญนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าวเนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดเล็กของสหรัฐฯ ที่คัดค้านการขึ้นภาษีเนื่องจากประเด็นการบังคับใช้แรงงานเช่นกัน เพราะมีมุมมองว่าการลงโทษประเทศคู่ค้าด้วยวิธีการนี้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การใช้แรงงานบังคับในต่างประเทศดีขึ้น จึงไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง รวมทั้งทำให้ผู้ประกอบการของสหรัฐฯ ต้องนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ในราคาสูงขึ้นด้วย
ก่อนหน้านี้ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ คัดค้านมาตรการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ตามอำนาจรัฐบัญญัติ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เนื่องจากรัฐบัญญัติดังกล่าวไม่ครอบคลุมการสั่งเพิ่มอัตราภาษี ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สามารถใช้มาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้าได้เพียงร้อยละ 10 ซึ่งมีผลบังคับใช้ถึง 24 กรกฎาคม 2569 ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการใช้มาตรการใหม่เพื่อเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในอัตราที่ค่อนข้างสูงต่อไป







