![]()

ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อการเดินเรือเสรี รวมทั้งการขนส่งสินค้าและพลังงาน S&P Global องค์กรชั้นนำของโลกด้านข้อมูลทางการเงิน การวิเคราะห์ตลาด และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้เผยแพร่รายงาน เรื่อง Indonesia, Malaysia, Singapore reaffirm open Malacca-Singapore เมื่อ 25 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นผลการประชุม Co-operation Forum ครั้งที่ 17 ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เมื่อ 25–26สิงหาคม 2569 ที่สิงคโปร์ เพื่อร่วมกันรักษาความปลอดภัยและการเปิดกว้างของช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์
อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันว่า ช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์เป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่มีสิทธิในการผ่านทางเพื่อการสัญจร ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งเสรีภาพและความปลอดภัยในการเดินเรือนี้ต้องได้รับการเคารพอย่างเคร่งครัดทั้งในหลักการและทางปฏิบัติ ซึ่งความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยการเดินเรือและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2550 และเป็นตัวอย่างการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกและครั้งเดียวของมาตรา 43 ภายใต้ UNCLOS
ทั้งนี้ ช่องแคบมะละกาและช่องแคบสิงคโปร์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจโลกจากปริมาณการสัญจรที่หนาแน่น ในแต่ละปีมีเรือเดินสมุทรเดินทางผ่านช่องแคบทั้งสองแห่งนี้มากกว่า 100,000 ลำ รวมทั้งยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าและพลังงาน ช่องแคบนี้รองรับปริมาณสินค้าการค้าทางทะเลเกือบ 1 ใน 4 ของโลก และรองรับการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงถึงเกือบ 1 ใน 3 ของการขนส่งทั่วโลก
อย่างไรก็ดี ความท้าทายต่อโลกมีมากขึ้น เช่น กรณีปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียงเฉลี่ย 23 ลำต่อวัน (ในช่วง 21–23 สิงหาคม 2569) เมื่อเทียบกับอดีตที่เคยสูงกว่า 110 ลำต่อวัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการหยุดชะงัก ณ จุดยุทธศาสตร์ทางน้ำสามารถส่งผลกระทบรุนแรงต่ออุปทานและราคาพลังงานโลกได้อย่างชัดเจน
ผลการประชุม Co-operation Forum ครั้งที่ 17 ระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับประเด็นท้าทาย ได้แก่ ปัญหาอัคคีภัยบนเรือบรรทุกตู้สินค้า โดยสิงคโปร์กำลังเสนอมาตรการและขั้นตอนการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อรับมือกับปัญหานี้ที่พบบ่อยขึ้นบนเรือคอนเทนเนอร์ ทั้งสามประเทศยังตั้งเป้าหมายที่จะจัดทำแนวปฏิบัติระดับภูมิภาคให้เสร็จสิ้นภายในปี 2569 เพื่อร่วมมือประสานงานในการจัดหาพื้นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้แก่เรือที่ต้องการความช่วยเหลือ รวมทั้งเริ่มใช้เชื้อเพลิงทางเลือก แต่ต้องได้รับการวิเคราะห์ความปลอดภัยและการฝึกอบรมลูกเรืออย่างเข้มงวด
สำหรับทิศทางการดำเนินงานของแต่ละประเทศที่จะร่วมมือกันต่อไป เช่น อินโดนีเซีย เสนอให้ยกระดับการประสานงานระหว่างระบบรายงานเรือต่าง ๆ ในช่องแคบ และผลักดันโครงการศึกษาความพร้อมด้านกฎระเบียบและเทคโนโลยีทางทะเลในอนาคต มาเลเซีย เสนอการมุ่งเน้นการรักษาความปลอดภัยด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแบ่งปันข้อมูลแบบเรียลไทม์ และการลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยการเดินเรือ ส่วน สิงคโปร์ เสนอและประสานมาตรการรับมือสามฝ่ายเพื่อจัดการกับเหตุการณ์ฉุกเฉินทางทะเล ตลอดจนนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลความถี่สูง (VHF) ระบบดาวเทียมช่วยนำทาง และเครื่องมือตรวจจับเหตุการณ์ที่เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near-miss) มาใช้







