ลิทัวเนียระงับการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียเป็นประเทศแรกของ EU

สำนักข่าว RT ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 2 เม.ย.65 ว่า ประธานาธิบดี Gitanas Nauseda ของลิทัวเนีย เรียกร้องให้ประเทศในยุโรประงับการนำเข้าก๊าซและน้ำมันจากรัสเซีย และนาย Dainius Kreivys รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานลิทัวเนียระบุว่าลิทัวเนียไม่มีแผนจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิลตามที่รัสเซียตั้งเงื่อนไข และจะไม่นำเข้าก๊าซจากรัสเซียอีกต่อไป อีกทั้ง นำเข้าก๊าซผ่านทางท่าเรือน้ำลึกปลอดน้ำแข็ง Klaipeda ของลิทัวเนีย ทางฝั่งตะวันออกของทะเลบอลติก และสามารถขนส่งไปยังลัตเวียและโปแลนด์ ด้าน สำนักข่าว LTR ของลิทัวเนีย รายงานเมื่อ 3 เม.ย.65 อ้างถ้อยแถลงนาย Uldis Bariss ประธานกรรมการของบริษัท Conexus Baltic Grid ว่า ประเทศกลุ่มบอลติกซึ่งเป็นประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (EU)  ได้แก่ ลิทัวเนีย ลัตเวีย และเอสโตเนีย จะระงับการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียนับแต่ เม.ย.65

รัสเซียยังไม่ตัดการจ่ายก๊าซไปยังสหภาพยุโรปในทันทีหลังตั้งเงื่อนไขให้ชำระเงินเป็นรูเบิล

สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 2 เม.ย.65 อ้างคำกล่าวของนายดมิตรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย ว่า บริษัท Shell ของสหราชอาณาจักร ไม่สามารถทำธุรกรรมซื้อก๊าซจาก Gazprom บริษัทด้านพลังงานของรัสเซียได้ เนื่องจากสหราชอาณาจักร ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตร Gazprombank ธนาคารรัสเซีย ที่ทำหน้าที่แปลงสกุลเงินต่างชาติ เช่น ยูโร และดอลลาร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินรูเบิล สำหรับชำระค่าก๊าซและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Bloomberg รายงานเมื่อ 1 เม.ย.65 ว่า บริษัท Shell จะไม่สามารถจ่ายค่าก๊าซให้กับรัสเซียได้ เนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรธนาคารรัสเซียของประเทศตะวันตก ในวันเดียวกันนายเปสคอฟระบุว่า รัสเซียยังไม่ตัดการจ่ายก๊าซไปยังยุโรปผ่านระบบท่อส่งก๊าซของรัสเซียในทันที แต่จะใช้กับงวดส่งมอบในปลาย เม.ย.หรือต้น พ.ค.65 เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศคู่ค้าเปิดบัญชีกับ Gazprombank และเจรจาสัญญาฉบับใหม่ตามเงื่อนไขของรัสเซีย

NATO เตือนรัสเซียยกระดับการโจมตีในพื้นที่ภาคตะวันออกของยูเครน

นาย Jens Stoltenberg เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เปิดเผยเมื่อ 31 มี.ค.65 ว่า รัสเซียกำลังจัดกองกำลังใหม่เพื่อยกระดับการโจมตีเป็นสองเท่าในพื้นที่ภาคตะวันออกของยูเครน โดยมีรายงานการส่งเสบียง ยุทโธปกรณ์ และกำลังรบเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แม้รัสเซียจะประกาศถอนกำลังทหารบางส่วน ทั้งนี้ NATO ประเมินว่า เป้าหมายหลักของรัสเซียคือการปลดปล่อยภูมิภาคดอนบาส และสร้างแรงกดดันต่อกรุงเคียฟและเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์อื่น ๆ ซึ่งคาดเดายุทธวิธีได้ยาก

ยูเครนส่งเอกสารให้กับประเทศค้ำประกันความมั่นคงเพื่อแลกกับสถานะเป็นกลาง

สำนักข่าว Tass ของรัสเซีย รายงานเมื่อ 2 เม.ย.65 อ้างคำให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Fox ของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน ว่า ยูเครนส่งมอบร่างการค้ำประกันความมั่นคง ความปลอดภัย ไปยังสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และตุรกี ซึ่งจะรวมถึงประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) และที่ไม่ใช่ NATO เช่น อิสราเอล ไอร์แลนด์ และจีน ในฐานะประเทศผู้ค้ำประกันความปลอดภัยให้กับยูเครน หากยูเครนรับสถานะเป็นกลางตามข้อเสนอของรัสเซีย เพื่อยุติสถานการณ์ในยูเครน โดยยูเครนต้องการให้เนื้อหาและรูปแบบคล้ายมาตรา 5 ของสนธิสัญญา NATO เฉพาะอย่างยิ่งการให้ความช่วยเหลือทางทหารและการจัดตั้งเขตห้ามบิน (no-fly area) เพื่อดำเนินการแก้ไขทางการทูต ทั้งนี้ รายชื่อประเทศผู้ค้ำประกันของยูเครน อาจรวมถึงสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เยอรมนี อิสราเอล อิตาลี แคนาดา โปแลนด์ และตุรกี แต่การค้ำประกันจะไม่ครอบคลุมไครเมียและดอนบาส ขณะที่นายเซียร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อ 1 เม.ย.65…

ธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาของยุโรปคาดการณ์เศรษฐกิจรัสเซียและยูเครนหดตัวรุนแรง

ธนาคารเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาของยุโรป (EBRD) เปิดเผยเมื่อ 31 มี.ค.65 คาดการณ์เศรษฐกิจของรัสเซียและยูเครน ปี 2565 จะหดตัวลงร้อยละ 10 และ 20 ตามลำดับ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 3 และ 3.5 ตามลำดับ นอกจากนี้ สถานการณ์ในยูเครนเสี่ยงทำให้เกิดภาวะชะงักงันด้านอุปทานรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานว่า รัสเซียและยูเครนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงได้ภายใน 2-3 เดือน และมีความพยายามฟื้นฟูเมืองและเศรษฐกิจครั้งใหญ่ในยูเครน ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจยูเครนฟื้นตัวได้ร้อยละ 23 ในปี 2566 ส่วนรัสเซียที่ยังเผชิญการคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ

UNHCR ระบุผู้ลี้ภัยจากวิกฤตยูเครนเพิ่มขึ้นถึง 4,000,000 ราย

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees – UNHCR) ระบุเมื่อ 30 มี.ค.65 วิตกกับวิกฤตความรุนแรงในยูเครนที่ทำให้จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นถึง 4,000,000 ราย สูงกว่าที่คาดการณ์เมื่อเริ่มสงคราม และเป็นวิกฤตผู้ลี้ภัยที่รุนแรงที่สุดของยุโรปตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยผู้ลี้ภัยเดินทางไปยังโปแลนด์มากที่สุดกว่า 2,300,000 ราย โรมาเนีย 608,000 ราย มอลโดวา 387,000 ราย และฮังการี 364,000 ราย ขณะที่ผู้ลี้ภัยบางรายเดินทางกลับยูเครนเพื่อเข้าร่วมการป้องกันประเทศ หรือดูแลญาติ ทั้งนี้ UNHCR ยืนยันว่ายังคงให้ความช่วยเหลือประชาชนยูเครนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ให้ความคุ้มครองความปลอดภัย บริการที่พักฉุกเฉิน ให้ความช่วยเหลือด้านเงินสด และสิ่งของบรรเทาทุกข์

UNHRC แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัสเซียในยูเครน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights-OHCHR) เผยแพร่แถลงการณ์เมื่อ 30 มี.ค.65 ว่า นาย Federico Villegas ประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council -UNHRC) แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน 3 ราย จากนอร์เวย์ บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และโคลอมเบีย เพื่อสอบสวนการก่ออาชญากรรมสงคราม รวมถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน และกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ ของรัสเซียในยูเครน โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจะรวบรวม และวิเคราะห์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพรัสเซียในยูเครนจากข้อมูลทั่วไป การสัมภาษณ์ คำให้การของพยาน และเอกสารทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในกระบวนการทางกฎหมายในอนาคต

ตุรกีระบุการเจรจาสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนคืบหน้า

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกี เปิดเผยเมื่อ 29 มี.ค.65 ว่า การเจรจาสันติภาพระดับผู้แทนระหว่างรัสเซียกับยูเครน ครั้งที่ 6 ที่นครอิสตันบูล มีความคืบหน้ามากที่สุดนับตั้งแต่มีการเจรจาสันติภาพ โดยสามารถบรรลุข้อตกลงประนีประนอมในบางประเด็น เพื่อให้สงครามสิ้นสุดโดยเร็ว ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศจะจัดการเจรจาระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ครั้งที่ 2 เพื่อหารือในประเด็นที่ซับซ้อนมากขึ้น ก่อนที่จะจัดการประชุมระหว่างประธานาธิบดีรัสเซียและประธานาธิบดียูเครน

โอมาน

ระบุเมื่อ 30 มี.ค.65 ฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เข็มแรกให้ประชาชนแล้วร้อยละ 97 และเข็มที่ 2 ร้อยละ 90

มาเลเซีย

ระบุเมื่อ 30 มี.ค.65 กำหนดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องซื้อประกันสุขภาพซึ่งมีวงเงินครอบคลุมการรักษาพยาบาล รวมถึงกรณีติดเชื้อ COVID-19 อย่างน้อย 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 666,000 บาท)