บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบจากกรณีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศใช้มาตรการขึ้นภาษีนำเข้าตอบโต้ประเทศคู่ค้าอย่างน้อยร้อยละ 10 เริ่มตั้งแต่ 5 เมษายน 2568 เป็นต้นไป นอกจากกรณีดังกล่าวทำให้ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผันผวนและตกต่ำต่อเนื่องแล้ว ยังทำให้จีน คู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ออกมาประกาศเมื่อ 5 เมษายน 2568 ตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ร้อยละ 34 ครอบคลุมสินค้าทุกประเทศ โดยจีนจะเริ่มใช้มาตรการนี้สัปดาห์หน้า เหตุการณ์นี้เป็นมาตรการตอบโต้ที่แรงที่สุดตั้งแต่จีนกับสหรัฐฯ ทำสงครามการค้าระหว่างกัน โดยสหรัฐฯ อ้างว่าจีนมีนโยบานการค้าไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการสหรัฐฯ และกล่าวโทษเมื่อห้วงต้นปี 2568 ว่าจีนไม่แก้ไขปัญหาการค้ายาเสพติด สหรัฐฯ จึงกดดันจีนด้วยการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนร้อยละ 10 เมื่อ กุมภาพันธ์ และมีนาคม 2568
ท่าทีตอบโต้ของจีนยิ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ผันผวนและตกต่ำ เนื่องจากจะทำให้บรรยากาศการค้าระหว่างประเทศมีอุปสรรคมากขึ้น นอกจากมาตรการภาษี จีนยังประกาศระงับการนำเข้าสินค้าจากบริษัท 6 แห่งของสหรัฐฯ ที่เป็นผู้ผลิตข้าวฟ่าง ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีก และผลิตภัณฑ์จากกระดูก รวมทั้งเพิ่มบริษัทสหรัฐฯ อีก 27 แห่งในบัญชีบริษัทที่จะเผชิญข้อจำกัดด้านการค้ามากขึ้น ตลอดจนสั่งสอบสวนบริษัท DuPont China Group Co บริษัทสหรัฐฯ ที่อยู่ในจีน ประเด็นการอุดหนุนราคาสินค้าเคมีภัณฑ์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เดินหน้ามาตรการภาษีต่อไป และระบุว่าจีนตัดสินใจผิดพลาดเพราะกำลังวิตกกังวล พร้อมส่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมเจรจากับจีนเรื่องการขายบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน TikTok ต่อไป ด้านผู้เชี่ยวชาญจีนประเมินว่า นโยบายของจีนจะค่อย ๆ เพิ่มระดับความเข้มข้นต่อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ปัจจุบันจีนไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เห็นว่ายอมอยู่ภายใต้แรงกดดัน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการให้นานาชาติมองว่าจีนเป็นปัจจัยที่ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกหยุดชะงัก คาดว่าทั้งสหรัฐฯ และจีนจะหาช่องทางเจรจาเพื่อควบคุมสงครามการค้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศมากจนเกินไป
ทั่วโลกมีมุมมองเชิงลบต่อนโยบายภาษีของผู้นำสหรัฐฯ โดยคาดว่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย นอกจากนี้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความเห็นเมื่อ 4 เมษายน 2568 ว่า หากมาตรการภาษียืดเยื้อจะทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ ปรับเพิ่มสูงขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อชาวอเมริกัน และแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะมีประสบการณ์ในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อประคับประคองสภาพคล่องในสหรัฐฯ มาแล้วเมื่อตอนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ทำสงครามการค้ากับจีนเมื่อปี 2562 ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ย แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างไปจากเดิม เพราะอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นรอบใหม่นี้มากกว่าเดิม ทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น