![]()

ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เริ่มเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2568 แม้สัญญาณการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีเป็นระยะ ๆ แต่สถานการณ์ด้านพลังงานทั่วโลกยังไม่ดีขึ้น โดยในช่วงแรก ๆ ของความขัดแย้ง ยานพาหนะจากเมียนมาก็ได้มีการข้ามชายแดนไทย เพื่อมาเติมน้ำมันบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนเกิดเป็นกระแสการห้ามยานพาหนะจากเมียนมามารับบริการเติมน้ำมันที่สถานีน้ำมันของไทย และมีการลักลอบการขายน้ำมันบริเวณชายแดน เช่น เมื่อ 22 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้สกัดกั้นรถบรรทุกที่ลักลอบขนน้ำมันดีเซลหลายพันลิตรบริเวณชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก หลังชาวบ้านแจ้งข่าวว่าพบรถขนส่งน้ำมันต้องสงสัยขับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนผิดปกติ และมีการดัดแปลงถังบรรทุก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และเตรียมนำส่งไปยังฝั่งเมียนมา
ราคาน้ำมันในเมียนมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้น สะท้อนถึงความผันผวนของอุปทานพลังงานและข้อจำกัดด้านการนำเข้า เนื่องจากเมียนมาต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 90 ส่งผลให้โครงสร้างพลังงานในประเทศมีความเปราะบาง และต้องพึ่งพาตลาดมืด ข้อมูลราคาน้ำมัน ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า ราคาน้ำมันดีเซลในเมียนมาอยู่ที่ประมาณ 2,790 จ๊าตต่อลิตร หรือประมาณ 50–55 บาทต่อลิตร
รัฐบาลเมียนมาได้ออกมาตรการควบคุมการใช้น้ำมัน เช่น การจำกัดการใช้น้ำมันสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล การกำหนดวันใช้งานรถตามเลขทะเบียน และการปันส่วนเชื้อเพลิงในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและลดการใช้น้ำมันในระบบขนส่งเพื่อบรรเทาวิกฤตน้ำมัน อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ประชาชนจำนวนมากเข้าคิวรอเติมน้ำมันในหลายเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง และมัณฑะเลย์ จนบางสถานีต้องจำกัดหรือหยุดจำหน่ายชั่วคราว ส่งผลให้ต้นทุนการเดินทางและค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในด้านรูปแบบการทำงาน หลายประเทศในเอเชีย รวมถึงเมียนมาเริ่มปรับใช้มาตรการทำงานจากที่บ้านบางวัน เช่น วันพุธ เพื่อลดการใช้น้ำมันและการเดินทางในช่วงวิกฤตพลังงาน ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนชะลอตัว โดยเฉพาะภาคบริการและการค้าปลีกที่พึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภค ขณะที่การให้บริการของภาครัฐบางส่วนมีแนวโน้มล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดของการทำงานระยะไกล รวมทั้งเริ่มมีความกังวลกับความปลอดภัยของข้อมูลทางออนไลน์ มาตรการดังกล่าวยังสะท้อนความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงาน เนื่องจากแรงงานนอกระบบและภาคการผลิตไม่สามารถทำงานจากที่บ้านได้
ในภาคเกษตรกรรม วิกฤตน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรของเมียนมาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิรวดี ซึ่งเกษตรกรต้องใช้เวลาและแรงงานจำนวนมาก ขณะที่การปลูกข้าวซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงในการสูบน้ำ การใช้เครื่องจักร และการขนส่งผลผลิต เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ต้นทุนการผลิตจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันข้อจำกัดด้านการขนส่งยังส่งผลให้การกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาดทำได้ยากขึ้น ทำให้เกษตรกรบางส่วนต้องลดพื้นที่เพาะปลูก หรือชะลอการผลิต
วิกฤตพลังงาน และราคาปุ๋ยเคมีที่เพิ่มสูงขึ้นจากการขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ราบรื่น อาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของเมียนมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้กระบวนการผลิต และการกระจายสินค้าเกิดความติดขัดในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน ราคาอาหารภายในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลงจากภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การเข้าถึงอาหารของครัวเรือน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและพื้นที่เปราะบางมีข้อจำกัดมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไม่มั่นคงทางอาหารในระยะยาว







