![]()

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดอย่างมากในระดับความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างเวียดนามกับรัสเซีย ทำให้การเยือนรัสเซียของนายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม พร้อมคณะผู้แทนระดับสูง อย่างเป็นทางการระหว่าง 22-25 มีนาคม 2569 เวียดนามได้รับคำมั่นจากรัสเซียในหลาย ๆ ด้าน เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงาน และมีแนวโน้มจะเผชิญความมั่นคงทางอาหารที่เป็นผลจากปุ๋ยเคมีที่ไม่สามารถส่งออกทางช่องแคบฮอร์มุซได้โดยสะดวก
ในระหว่างการเยือนรัสเซีย นายฝั่ม มิญ จิ๊ญ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้พบหารือกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน เมื่อ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งรัสเซียยินดีจะสนับสนุนเวียดนามในหลายประเด็น ทั้งประเด็นด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และพลังงาน เพื่อพัฒนาความร่วมมือของทั้งสองประเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น และเน้นย้ำการรักษาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมในด้านความมั่นคง การทหาร และการต่างประเทศ
เวียดนามยังได้มีการหารือเกี่ยวกับความร่วมมือในการเพิ่มปริมาณการค้าผ่านการขนส่งทางรถไฟ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการถ่ายทอดทักษะความรู้ระหว่างกัน เพื่อโอกาสในการฝึกอบรมบุคลากรในรัสเซียและการพัฒนาโครงการต่างๆ ในเวียดนาม รวมไปถึงสร้างความร่วมมือด้านพลังงานน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติกับรัสเซีย นอกจากนี้ รัสเซียยังจัดหาข้าวสาลี เนื้อสัตว์ ปุ่ยเคมี และยาให้กับเวียดนามอีกด้วย
เวียดนามยังเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ด้วยการเปิดรับรัสเซียที่จะสร้างโรงงานนิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในเวียดนาม โดยบริษัท Rosatom บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซียจะเป็นผู้มีหน้าที่หลักในการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิงถวน 1 ในเวียดนาม ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีใช้เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบ VVER-1200 ที่ออกแบบโดยรัสเซียจำนวน 2 เครื่อง ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมกว่า 2400 เมกะวัตต์ และโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2574 ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปูตินย้ำว่าต้องการเร่งสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นิงถวน 1 เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ความใกล้ชิดระหว่างกัน
เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบด้านความมั่นคงทางพลังงานอย่างมาก นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้น เมื่อ ปลายกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้เวียดนามต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยที่ราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 50 และราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศที่ขยายตัวเกินกว่าปริมาณไฟฟ้าที่มีอยู่ และสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ เวียดนามจึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยการกระชับความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างรัสเซียและสร้างความร่วมมือด้านพลังงานต่าง ๆ รวมไปถึงความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันอีกด้วย







