![]()

สื่อมวลชนกัมพูชาเมื่อ 15 เมษายน 2569 รายงานท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาที่ยืนยันว่าจะใช้กลไกการทูตและการดำเนินการอย่างสันติ เพื่อแก้ไขปัญหาพื้นที่พิพาทบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยเฉพาะดินแดนกัมพูชาบางส่วนที่ปัจจุบันฝ่ายไทยเข้าไปสถาปนาความมั่นคงและสร้างแนวป้องกันความขัดแย้ง ทั้งนี้ ประธานวุฒิสภากัมพูชาย้ำว่ารัฐบาลไม่ต้องการใช้เครื่องมือทางทหาร เพราะเสี่ยงสูญเสียและทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบ รวมทั้งเชื่อว่าการปะทะด้วยเครื่องมือทางทหารจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศด้วย
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนาย Seng Sary นักวิชาการชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในออสเตรเลีย วิจารณ์สมเด็จฯ ฮุน เซน เชิงลบ กรณีให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนโดยไม่ให้ความสำคัญกับทหารที่สูญเสียชีวิตระหว่างการปะทะ ทำให้ประธานวุฒิสภาไม่พอใจและตอบโต้ด้วยการยืนยันว่ากัมพูชาจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหลีกเลี่ยงการใช้มาตรการทางทหาร และจะให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงเมื่อ ธันวาคม 2568 ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่ารัฐบาลกัมพูชาจะไม่ยอมสูญเสียดินแดนให้ประเทศใด นอกจากนี้ ยังหยิบยกกรณีการเรียกร้องอธิปไตยเพนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นตัวอย่างยืนยันว่าการต่อสู้ด้วยกลไกการทูตนั้นใช้เวลานาน แต่สามารถประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนในช่วงนี้เกิดขึ้นเพื่อชี้แจงต่อประชาชนและตอบโต้ผู้ที่วิจารณ์นโยบายจัดการความมั่นคงชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวกัมพูชาต่อรัฐบาล
อดีตผู้นำกัมพูชายังใช้โอกาสนี้เตือนประชาชนกัมพูชาว่า ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวในต่างประเทศที่ต้องการบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ และพยายามปลุกระดมให้เกิดความตึงเครียดในประเทศ พร้อมกับประกาศว่ากระบวนการเจรจาด้านความมั่นคงชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอให้ประชาชน รวมทั้งฝ่ายค้านรัฐบาล ทำความเข้าใจและเชื่อมั่นว่ารัฐบาลกัมพูชามีความแข็งแกร่งและยุทธศาสตร์ที่จริงจังในการเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
สื่อมวลชนกัมพูชาในห้วงนี้ยังสนใจและรายงานกรณีรัฐบาลกัมพูชาปฏิเสธว่าเป็นฝ่ายร้องขอไทยให้เปิดด่านข้ามพรมแดนระหว่างกัน โดยยืนยันว่าการเปิด-ปิดพรมแดนเป็นความรับผิดชอบของไทยฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ปัจจุบันด่านข้ามแดนบริเวณไทย-กัมพูชายังปิดทำการและไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมข้ามแดน โดยรัฐบาลยืนยันว่ายังไม่มีการเจรจาในเรื่องนี้







