จีนเห็นว่าญี่ปุ่นเตรียมทำ protracted warfare

  ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นมีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นต่อเนื่อง จากกรณีจีนไม่พอใจญี่ปุ่นส่งเรือรบไปปฏิบัติการลาดตระเวนบริเวณช่องแคบไต้หวัน การประกาศยกเลิกมาตรการควบคุมการส่งออกอาวุธ การผ่านร่างกฎหมายสนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งชาติ เพื่อขยายขีดความสามารถด้านการข่าวกรอง การดำเนินการเชิงรุกในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แก้ไขเอกสารด้านความมั่นคง 3 ฉบับ  ได้แก่ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ และแผนเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการทหาร รวมทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุวิสัยทัศน์เมื่อ 27 เมษายน 2569 ว่าญี่ปุ่นเตรียมตัวทำสงครามยืดเยื้อ หรือ protracted warfare ที่มีลักษณะเป็นสงครามรูปแบบใหม่ สำหรับ protracted warfare คือ สงครามยืดเยื้อที่รัฐหรือตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (non state actor) ต้องเตรียมยุทธศาสตร์ รวมทั้งยุทธวิธีปฏิบัติการทางทหารและด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนสงครามระยะยาว ยุทธวิธีที่ถูกนำไปใช้ในสงครามยืดเยื้ออาจประกอบด้วยการทำสงครามข่าวสาร การปฏิบัติการทางจิตวิทยา การปฏิบัติการกองโจร การแทรกแซงและบั่นทอนความมั่นคงของคู่ขัดแย้ง การทำลายขีดความสามารถในการรบหรือการป้องกันของคู่ขัดแย้ง รวมทั้งการใช้มวลชนหรือประชาคมระหว่างประเทศกดดันฝ่ายตรงข้ามให้ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสงคราม …ลักษณะเด่นของ protracted warfare คือ การใช้ “เวลา” เป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ โดยตัวอย่างสงครามยืดเยื้อในประวัติศาสตร์โลก เช่น สงครามระหว่างอิรัก-อิหร่านเมื่อปี 2523-2531 ที่ใช้เวลานาน 8 ปี…

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก OPEC และ OPEC+

รัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เมื่อ 28 เมษายน 2569 ประกาศว่า UAE จะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก ได้แก่ OPEC และ OPEC+ ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยให้เหตุผลว่า UAE จะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์แห่งชาติมากขึ้น ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติระยะยาว และวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคง ขณะเดียวกันก็เพื่อบริหารจัดการวิกฤตการส่งออกพลังงานในปัจจุบันที่เป็นผลจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน UAE ย้ำว่าที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกกลุ่ม OPEC และ OPEC+ อย่างดี ให้ความร่วมมืออย่างจริงจังและเสียสละเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม โดย UAE เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม รองจากซาอุดีอาระเบีย อิรัก และอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมาก UAE ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ UAE ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยยืนยันว่า UAE ตัดสินใจโดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิก OPEC อื่น ๆ รวมทั้งซาอุดีอาระเบีย แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นมหาอำนาจของกลุ่ม…

ผู้นำสหรัฐฯ เชื่อว่าอิหร่านกำลังจะล่มสลาย

สถานการณ์สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่เริ่มตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์-28 เมษายน 2569 ยังไม่ยุติ ปัญหาสำคัญอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้แสดงความเห็นเมื่อ 28 เมษายน 2569 อ้างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านว่า รัฐบาลและสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงของอิหร่านอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง และกำลังจะล่มสลาย เฉพาะอย่างยิ่งอำนาจของกลุ่มผู้นำและผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบจากการทำสงครามเป็นเวลานาน รวมทั้งมีความแตกแยกระหว่างผู้นำอิหร่าน ทำให้อิหร่านต้องการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สามารถเดินเรือได้อย่างปลอดภัย ปัจจุบัน สหรัฐฯ ใช้กองบัญชาการ Central Command (CENTCOM) ส่งกองเรือรบปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ โดยพร้อมโจมตีและสกัดกั้นเรือขนส่งสินค้าของอิหร่านทันที เพื่อกดดันอิหร่านให้ยอมรับเงื่อนไขการเจรจา ที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ ต้องการให้อิหร่านยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ กลุ่มผู้นำและผู้ปกครองอิหร่าน ปฏิเสธความคิดเห็นของประธานาธิบดีทรัมป์ พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลยังคงมีเอกภาพ และยืนยันเงื่อนไขที่จะนำไปสู่สันติภาพและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ คือ สหรัฐฯ ต้องถอนกำลังทหารออกจากช่องแคบฮอร์มุซก่อน จากนั้นอิหร่านจะเปิดเส้นทางดังกล่าวให้สามารถใช้ลำเลียงสินค้าและพลังงานได้ตามปกติ ด้านสหรัฐฯ ย้ำว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไขและรวบรวมข้อมูล เพื่อให้การตัดสินใจดำเนินนโยบายต่ออิหร่านเป็นประโยชน์กับชาวอเมริกันมากที่สุด สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อโน้มน้าวประชาคมระหว่างประเทศให้เชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านกำลังขาดความมั่นคงและใกล้จะล่มสลาย อาจเป็นไปเพื่อบั่นทอนภาพลักษณ์ของรัฐบาลอิหร่าน ที่ปัจจุบันเริ่มส่งผู้แทนไปเจรจาหารือกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น โอมาน และมหาอำนาจนอกภูมิภาค เช่น…

สิงคโปร์-ไทย ยกระดับความร่วมมือทวิภาคีรอบด้าน

นายชาน ชุน ซิง รมว.กห.สิงคโปร์ เข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นรม. โดยตกลงที่จะยกระดับความร่วมมือในหลายมิติ ตั้งแต่ด้านความมั่นคงที่มุ่งเน้นการสานต่อการฝึกทางทหารร่วมกันและการสนับสนุนพื้นที่ฝึกในไทย ด้านพลังงานผ่านการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค รวมทั้งขยายความร่วมมือในการพัฒนาศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) และยุทโธปกรณ์ระดับภูมิภาค โดยดึงจุดแข็งของสิงคโปร์ด้านเทคโนโลยีและมาตรฐาน มาผสมผสานกับจุดแข็งของไทยด้านทำเลที่ตั้งและกำลังคน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตสำคัญ สิงคโปร์ยังสนใจโครงการแลนด์บริดจ์  โดยมองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ ลดความเสี่ยงทางการค้า และกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่