![]()

ในช่วงก่อนการเยือนจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระหว่าง 14-15 พฤษภาคม 2569 เป็นช่วงที่อ่อนไหวอย่างมากต่อทิศทางไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และอิสราเอลเกิดขึ้นตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เนื่องจากเป็นช่วงที่รอว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะสามารถบรรลุข้อตกลง หรือบันทึกช่วยจำ ซึ่งมีความยาวประมาณ 1 หน้ากระดาษ ได้หรือไม่ อย่างไร เพื่อนำไปสู่การเจรจาในรายละเอียดต่อไป ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ การเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ก็จะเป็นภาพลักษณ์เชิงบวกของทั้งสหรัฐฯ และจีนในความร่วมมือลดความขัดแย้งในเวทีโลก
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางค่อนข้างเริ่มอ่อนไหวมากขึ้น ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย เช่น เมื่อ 8 พฤษภาคม 2569 สหรัฐฯ โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ 2 ลำ ของอิหร่านที่จะพยายามผ่านแนวปิดกั้นของสหรัฐฯ จากอ่าวโอมาน ส่วนเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ 3 ลำ ของสหรัฐฯ ถูกโจมตีจากอิหร่าน ขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน ยังมีความเคลื่อนไหวจากฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรที่จะยิ่งทำให้การขนส่งพลังงานผ่านบริเวณนี้ซับซ้อนมากขึ้น จากที่ฝรั่งเศสส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจคุ้มครองการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งฝรั่งเศสและสหราชอาณาจักรกำลังผลักดันร่วมกับประเทศพันธมิตร
ล่าสุด เมื่อ 10 พฤษภาคม 2569 สถานการณ์ในภูมิภาคค่อนข้างเริ่มอ่อนไหว และเสี่ยงเข้าสู่สงครามอีกครั้ง หลังจากที่อิหร่านส่งคำตอบในบันทึกช่วยจำไปยังสหรัฐฯ ผ่านปากีสถานที่เป็นตัวกลางการเจรจา โดยประธานาธิบดีทรัมป์ โพสต์ข้อความว่า ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงจากคำตอบของอิหร่าน รวมทั้งเห็นว่าอิหร่านกำลังเล่นเกมกับสหรัฐฯ และประชาคมโลก พร้อมทั้งขู่ว่า จะกลับมาใช้มาตรการโจมตีทางอากาศเต็มรูปแบบ หากอิหร่านไม่ยอมเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และยุติโครงการนิวเคลียร์
การที่อิหร่านปฏิเสธแผนสันติภาพของสหรัฐฯ เนื่องจากเห็นว่าอิหร่านถูกบังคับให้ยอมแพ้ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องใหม่ 4 ประการ ได้แก่ ให้สหรัฐฯ จ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม ยอมรับอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ยุติมาตรการคว่ำบาตร และคืนทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดยืนของอิหร่านก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ สื่ออิหร่านรายงานด้วยว่า อายะตุลลอฮ์ มอจญ์ตะบา คอมะนะอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ได้ออกคำสั่งให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องและเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างเต็มกำลัง
ก่อนหน้านี้ สื่อสหรัฐฯ รายงานอ้างการประเมินของสำนักข่าวกรองกลาง (Central Intelligence Agency – CIA) ของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านมีศักยภาพทางการทหารที่จะตอบโต้ เพราะอิหร่านยังคงมีคลังขีปนาวุธเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 70 และระบบยิงเคลื่อนที่อีกประมาณร้อยละ 75 ทำให้เศรษฐกิจและการทหารของอิหร่านจะสามารถทนต่อการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซได้ถึง 3 – 4 เดือน ก่อนจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง ทั้งนี้ อิหร่านพยายามขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศทางภาคพื้นดิน เพื่อพยุงภาวะเศรษฐกิจในประเทศ







