![]()

ในห้วง17-18 พฤษภาคม 2569 สื่อต่างประเทศรายงานมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน และอุตสาหกรรมความงาม
สำนักข่าว Bloomberg ของสหรัฐฯ Reuters ของสหราชอาณาจักร และ Nikkei Asia ของญี่ปุ่น รายงานเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าคาดการณ์ กรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เมื่อไตรมาสที่ 1/2569 ที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 สูงกว่าคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ โดยมีปัจจัยหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้น
สำนักข่าว Bloomberg ยังนำเสนอว่าไทยเตรียมลดกฎระเบียบทางธุรกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศกรณีที่รัฐบาลมีแผนปฏิรูปกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจมายาวนาน เพื่อแข่งขันในการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ ความพยายามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมของไทยจะผลักดันการปรับตำแหน่งให้ไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้นสำหรับบริษัทข้ามชาติที่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน
ส่วน South China Morning Post ของฮ่องกง เผยแพร่บทความเกี่ยวกับอุตสาหกรรมความงามของไทยกำลังเติบโต โดยระบุว่าอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉพาะอย่างยิ่ง ไทยและเวียดนามกำลังได้รับความนิยมและขยายตัวในหลายภูมิภาคของเอเชีย และสามารถแย่งส่วนแบ่งตลาด ซึ่งประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นเจ้าของตลาดหลัก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการมีบุคลากรที่มีทักษะและบริการด้านเวชศาสตร์ความงามจำนวนมาก ต้นทุนแรงงาน และค่าบริการที่ต่ำกว่าประเทศตะวันตก ทำให้ลูกค้าจากทั่วโลกเดินทางมาใช้บริการด้านความงามที่ไทย
รัฐบาลไทยหนุนภาคเอกชนให้เดินหน้าการลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส และการให้เงินเพิ่มแก่กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะช่วยทำให้เศรษฐกิจขยายตัวดีขึ้น แม้ตัวเลข GDP เมื่อไตรมาสที่ 1/2569 ขยายตัวค่อนข้างดี แต่ยังต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย รวมทั้งต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบจากภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น นอกจากนี้ ไทยต้องเร่งดำเนินตามแผนปฏิรูปกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับข้างต้น เพราะเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ผลักดันการปรับปรุงกฎระเบียบและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติอย่างจริงจังมากกว่า ขณะที่เวียดนามพยายามดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยการเป็น wellness hub ของภูมิภาค







