![]()

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเมื่อห้วง พฤษภาคม 2569 ได้แสดงบทบาทสำคัญให้นานาชาติเห็นว่าจีนเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับมหาอำนาจทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้นำโลกฝั่งตะวันตกอย่างสหรัฐฯ หรือผู้นำประเทศที่มีที่ตั้งเปรียบเสมือนกลางใจโลก หรือ heartland อย่างรัสเซีย เพราะผู้นำรัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการเชิญผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำรัสเซียเดินทางเยือนประเทศได้ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน นอกจากนี้ ยังมีภาพรวมผลลัพธ์การเยือนที่น่าพึงพอใจสำหรับทุกฝ่ายอีกด้วย บทความ The Intelligence จึงขอนำเสนอมุมมองและการวิเคราะห์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ของ 3 มหาอำนาจนี้ว่าจะเป็นลักษณะใดต่อไป และจะมีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ดังกล่าว
การที่จีนเป็นเหมือน “ห้องรับแขก” ของโลกที่นำให้เกิดภาพการจับมือและสนทนากันอย่างราบรื่นกับผู้นำสหรัฐฯ และผู้นำรัสเซีย ทำให้จีนประสบความสำเร็จในการแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่านโยบายต่างประเทศของจีนต้องการสร้างสันติภาพ และพร้อมร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีอุดมการณ์การเมืองและนโยบายต่างประเทศแบบใด ขอเพียงไม่รุกล้ำอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของจีน ก็สามารถร่วมมือกันได้ รวมทั้งทำให้เกิดกระแสนิยมเรื่องการทูตระดับโลกที่เปลี่ยนศูนย์กลางจากประเทศตะวันตก ไปยังประเทศตะวันออก หรือ Eastward Power Shift อาจสรุปได้ว่า เหตุการณ์ในห้วงพฤษภาคม 2569 เป็นประโยชน์และส่งเสริมยุทธศาสตร์ของจีน ที่ต้องการได้รับความเชื่อมั่นและยอมรับจากนานาชาติ
ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ : การรวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
การพบกันระหว่างผู้นำจีนกับผู้นำสหรัฐฯ เมื่อ 17 พฤษภาคม 2569 มีผลลัพธ์ที่น่าพอใจ และมีความตกลงในความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นกลไกหลักที่จะทำให้ทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ผูกพันกันมากขึ้น สหรัฐฯ เป็นฝ่ายประกาศความสำเร็จที่จะส่งออกสินค้าประเภทเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมไปจีนมากขึ้น ที่สำคัญคือ สินค้าเนื้อวัว และสัตว์ปีกจากสหรัฐฯ รวมทั้งย้ำว่าจีนจะแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก ที่เป็นความตึงเครียดระหว่างกัน…ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ไม่ได้เดินทางไปเยือนจีนจะหารือเรื่องการส่งออกสินค้าด้วยตนเอง จีนอาจจะยังไม่ให้คำมั่นเรื่องการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรรม แต่การเจรจาจำเป็นต้องมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และจีนยังมีเวลามากพอที่จะกำหนดเกณฑ์การนำเข้าสินค้าดังกล่าวจากสหรัฐฯ ด้วย
ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างน้อยในระยะ 2 ปีข้างหน้า จะมีผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ เพราะผู้นำทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก แต่ในเรื่องอื่น ๆ อาจเรียกได้ว่าไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ หรือเรียกว่าการพบหารือที่ผ่านมาเป็น “Motion without Movement” เปรียบเสมือนการเดินเกมหมากรุกที่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นการยืนยันทางการทูตว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่เปลี่ยนแปลงจุดยืนเดิม เพราะแม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะมีท่าทีที่ทำให้จีนพึงพอใจในประเด็นไต้หวัน แต่ทั้งหมดอาจเป็นเพียงการจัดฉากของผู้นำสหรัฐฯ เพื่อโน้มน้าวจีนให้อยู่เฉย ๆ เรื่องความมั่นคงของอิหร่าน ที่กำลังเป็นนโยบายสำคัญอันดับต้น ๆ ของผู้นำสหรัฐฯ ในปัจจุบัน
..การแข่งขันอิทธิพลและช่วงชิงความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์มหาอำนาจระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะยังดำเนินอยู่ต่อไปทั้งในมิติการค้า เทคโนโลยี และการเมืองระหว่างประเทศ เพราะต้องไม่ลืมว่าแท้จริงแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดนี้เป็นสายเหยี่ยว (hawkish) ที่พร้อมจะนำเรื่องการแข่งขันกับจีนกลับไปเป็นผลประโยชน์อับดับ 1 ของชาติได้เสมอ
ข้อดีของทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในลักษณะนี้ คือ รูปแบบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น ทั่วโลกคาดการณ์ได้ว่าทั้ง 2 ประเทศจะแข่งขันกันต่อไป แต่จะยับยั้งนโยบายที่ขัดต่อเป้าหมายของอีกฝ่ายในระยะนี้ เพราะต่างก็ต้องการเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงโลก
ความสัมพันธ์จีน-รัสเซีย : การอยู่ร่วมกันในระยะยาว
จีนกับรัสเซียเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ใกล้ชิดและสนับสนุนกันทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือของทั้ง 2 ฝ่ายตอบสนองผลประโยนชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของกันและกันสูงมาก เพราะนอกจากจะมีพรมแดนติดกันแล้ว จีนกับรัสเซียยังเผชิญความท้าทายจากการดำเนินนโยบายมหาอำนาจของสหรัฐฯ มาโดยตลอด ในปี 2569 นี้จีนกับรัสเซียจะครบรอบ 25 ปีความสัมพันธ์พิเศษตามสนธิสัญญา Treaty of Good-Neighbourliness and Friendly Cooperation ยิ่งทำให้ผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ได้แก่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน และประธานาธิบดีวลาร์ดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย มีโอกาสเพิ่มพูนความร่วมมือให้แน่นแฟ้น ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ ให้สมกับที่ผู้นำทั้ง 2 เห็นพ้องกันว่าจะให้ความสัมพันธ์อยู่ในรูปแบบ “friendship with no limits” สะท้อนว่าความร่วมมือทางการเมืองของจีนกับรัสเซียจะใกล้ชิดต่อไป
หลังจากการพบกันของผู้นำจีนกับผู้นำรัสเซียเมื่อ 19 พฤษภาคม 2569 นักวิเคราะห์ทั่วโลกมีมุมมองค่อนข้างสอดคล้องกันว่า พลวัตร (dynamic) ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียกำลังเปลี่ยนไป แม้ว่าจะมีความร่วมมือที่ดีและช่วยกันปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติในเวทีระหว่างประเทศ แต่จีนอาจกำลังขยับขยายอำนาจเหนือรัสเซียทีละเล็กละน้อย เพราะปัจจุบันรัสเซียพึ่งพาการค้ากับจีนสูงมาก
อย่างไรก็ตาม บทความชิ้นนี้ขอเสนอมุมมองที่แตกต่าง และประเมินว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศในมิติด้านการค้ายังค่อนข้างอยู่ในระดับเดียวกัน เนื่องจากจีนก็ได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าปริมาณมากไปยังรัสเซีย เฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จีนยังไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศตะวันตกได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งนำเข้าพลังงานจากรัสเซียปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ ทั้งจีนและรัสเซียต่างมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับความยิ่งใหญ่ในอดีต รัสเซียไม่มีแนวคิดว่าเป็นชาติที่ด้อยกว่าชาติใด ดังนั้น จีนอาจต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 5 ปี ในการสร้างอำนาจเหนือรัสเซีย และเชื่อว่าจีนต้องการความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นอนกับรัสเซียมากกว่าที่จะขัดแย้งกัน เพราะผู้นำรัสเซียเคยแสดงให้ผู้นำจีนเห็นแล้วเมื่อปี 2566 ว่ารัสเซียไม่ยินดีปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของจีน และไม่ต้องการให้จีนแทรกแซงการตัดสินใจนโยบายความมั่นคง หากไม่เป็นประโยชน์ต่อรัสเซีย
ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซียจะอยู่บนพื้นฐานและหลักการอยู่ร่วมกัน และตอบแทนผลประโยชน์ระหว่างกันในระยะยาว แต่ทั้ง 2 ประเทศไม่ได้พร้อมจะร่วมมือกันทุกเรื่อง เห็นได้จากการเน้นย้ำความเป็นหุ้นส่วน มากกว่าเป็นพันธมิตร เพราะทั้ง 2 ประเทศต้องการรักษาพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้ดำเนินยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันในบางประเด็น
ในภาพรวม ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ที่ต่างฝ่ายต่างรักษาผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมกับคงระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่น ๆ ให้คงที่ จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในระยะสั้น ซึ่งอาจสะท้อนว่าปัจจุบัน ทั้ง 3 ประเทศ ไม่ต้องการเผชิญความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ไปมากกว่าที่ต้องรับมืออยู่ ทั้งสงครามในต่างประเทศ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และสังคม ประเทศมหาอำนาจเองอาจกำลังเจอ “ทางตัน” จึงไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจหรือระเบียบโลกแบบฉับพลันทันที และแม้ว่าต่างฝ่ายต่างต้องการเป็นผู้กำหนดทิศทางระเบียบโลก หรือมีพลังอำนาจเหนือกว่าในการดำเนินนโยบาย แต่ผู้นำทั้ง 3 ไม่ต้องการให้การขยายความขัดแย้งกับมหาอำนาจอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางการเมือง หรือทำให้ประชาชนในประเทศไม่ไว้วางใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว …ตำแหน่งผู้นำประเทศมหาอำนาจอาจเปลี่ยนแปลงหรือผลิกผันได้ หากไม่ได้รับการยอมรับจากภายในประเทศของตัวเอง







